ขู่ ‘หมอธี’เมินใช้คำสั่งคสช. 39 ปลดอธิการเกษียณ ระวังผิดม.157

22.09.18 | 15:25 น.

นักวิชาการขู่ ‘หมอธี’เมินใช้คำสั่งคสช. 39 ปลดอธิการฯเกษียณ ระวังผิดม.157

ความคืบหน้ากรณีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) มอบนโยบายให้สภามหาวิทยาลัยเฉพาะมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการ แก้ไขปัญหากรณีอธิการบดี/รักษาการอธิการบดีที่สภาแต่งตั้งมาจากผู้เกษียณหรืออายุเกิน 60 ปี โดยให้ยึดคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 22 สถาบันจากทั้งหมด 23 สถาบันที่อธิการบดี/รักษาการอธิการบดีมีอายุเกิน 60 ปี เนื่องจากในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี(มรส.) นายชูศักดิ์ เอกเพชร อายุ 67 ปี  รักษาการอธิการบดีมรส.ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้วเพื่อแสดงสปิริตว่าปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ได้วินิจฉัยกรณีของมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)กาญจนบุรีว่ารักษาการอธิการบดี/อธิการบดีของมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการ จะอายุเกิน 60 ปีไม่ได้ โดยนพ.ธีระเกียรติ สั่งการให้สภาแก้ไขปัญหาเองหลังจากที่มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)หารือร่วมกับนายกสภาและอุปนายกสภา 58 สถาบันที่เป็นมหาวิทยาลัยรัฐทั่วประเทศที่เป็นส่วนราชการเพื่อหาทางออกร่วมกัน แล้วสกอ.เสนอผลประชุม 3 แนวทางมาให้พิจารณา คือ 1.คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ผูกพันเฉพาะกรณีมรภ.กาญจนบุรีที่มีปัญหาอธิการบดีที่มีอายุเกิน 60 ปี และยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ จึงไม่สามารถเป็นเกณฑ์กลางได้ 2.กรณีมรภ.กาญจนบุรี ไม่ผูกพันกับมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ และ3.เป็นหน้าที่ของสภาที่จะไปหาวิธีแก้ไขปัญหากันเอง นั้น

เมื่อวันที่ 22 กันยายน นายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษาที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) กล่าวว่า เชื่อว่านพ.ธีระเกียรติสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามมาตรา 44 ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ที่ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการศธ.ไว้แล้ว โดยนพ.ธีระเกียรติสามารถสั่งการให้สภามหาวิทยาลัยถอดถอนอธิการบดีอายุเกิน 60 ปี เพราะเหตุผลตอนหนึ่งในคำสั่งคสช.ระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าสภาบางแห่งอาศัยอำนาจและช่องว่างทางกฎหมายดำเนินการในลักษณะที่ส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือเพื่อให้คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป มีการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม จนเกิดปัญหาร้องเรียนและฟ้องร้องทางคดีเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา แม้สกอ.และรัฐมนตรีว่าการศธ. ได้พยายามใช้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่ แต่ไม่อาจทำให้ปัญหาคลี่คลายได้โดยเร็ว โดยเฉพาะในข้อ 2 ของคำสั่งคสช.ที่ 39/2559 ระบุว่าในกรณีที่ปรากฏว่าการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภา กรรมการสภา หรืออธิการบดี ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน “หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย” ให้รัฐมนตรีว่าการศธ.มีอำนาจยับยั้งการแต่งตั้งหรือการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว

นายรัฐกรณ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นการแต่งตั้งอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการที่ผ่านมาหลายแห่งได้มีการสรรหาและเสนอแต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณ จนนำไปสู่ความขัดแย้งและมีการร้องเรียนไปยังสกอ.และรัฐมนตรี รวมทั้งฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ก่อให้เกิดความวุ่นวายไม่สามารถแต่งตั้งอธิการบดีได้ ขณะที่บางแห่งแม้จะเสนอแต่งตั้งอธิการบดีจากคนเกษียณ แต่ไม่มีผู้ร้องเรียน หรือฟ้องร้อง สกอ.ก็นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิการบดีเรียบร้อย ขณะที่คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นหลายแห่งได้มีคำพิพากษากรณีดังกล่าวแตกต่างกัน มีทั้งแต่งตั้งได้และไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายจึงอุทธรณ์คดีไปยังศาลปกครองสูงสุด แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะเคยพิพากษาคดีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ศรีวิชัย และมทร.อีสาน ในทำนองว่าไม่สามารถแต่งตั้งคนเกษียณอายุให้รักษาราชการในตำแหน่งอธิการบดี แต่ทั้งสองแห่งมีประเด็นอื่นนอกจากอายุเกิน 60 ปีพ่วงอยู่ด้วย ทำให้ฝ่ายที่เสนอแต่งตั้งยังไม่ยอมรับในประเด็นอายุเกิน 60 ปี เป็นอธิการบดีไม่ได้ จนล่าสุดศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาว่านายปัญญา การพานิช อายุเกิน 60 ปี ไม่สามารถดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิการบดีได้ ซึ่งทั้งนพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. และนพ.ธีรเกียรติ ต่างก็ออกมายอมรับคำพิพากษาและส่งสัญญาณไปยังอธิการบดีที่เกษียณให้ลาออกเอง และให้สภาแก้ไขปัญหา แต่มีเพียงนายปัญญา คามีศักดิ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (มร.มจ.) นายชูศักดิ์ เอกเพชร รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี(มรส.) และนายสุรศักดิ์ ศรีกระจ่าง ผู้ช่วยอธิการบดี มรภ.ศรีษะเกษ เพียง 3 คนเท่านั้นที่แสดงสปิริตประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ขณะที่อธิการบดีอีก 20 กว่าคนที่เข้าข่ายกลับนิ่งเงียบ แถมบางคนปฏิเสธการลาออก ขณะที่เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)ได้รับบัญชาจากรัฐมนตรีให้เชิญนายกสภามาหารือแต่ผลที่ได้ก็เป็นไปตามคาดคือไม่มีอะไร ไม่ทำอะไร แถมซ้ำร้ายมีนายกสภาบางคนเสนอให้ใช้มาตรา 44 มาลบล้างคำพิพากษาของศาล เพื่อให้คนเกษียณสามารถเป็นอธิการบดีได้อย่างถูกต้อง โชคดีที่ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ.และรัฐมนตรีว่าการศธ. ออกมาปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว

“คำถามที่หลายคนสงสัยว่าทางออกสำหรับปัญหานี้คืออะไร ใครบ้างมีอำนาจหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ถ้าจะไล่เรียงไปตามลำดับคงหนีไม่พ้นสภาสถาบันเพราะพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 มาตรา 18 (13) ระบุให้สภามีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการมหาวิทยาลัย และโดยเฉพาะให้มีอำนาจหน้าที่ดังนี้ พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และตามที่ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(ก.พ.อ.)มอบหมาย” เมื่อศาลพิพากษาว่าการแต่งตั้งคนเกษียณให้ดำรงแหน่งอธิการบดีไม่ได้ การมีคนเกษียณมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือตำแหน่งบริหารอื่นอยู่ในสถาบัน สภาก็ไม่สามารถปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในมาตรานี้ได้แล้วท่านจะทำอย่างไร ถ้าไม่ถอดถอน คนต่อมาคือเลขาธิการกกอ. พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 49 วรรคท้าย ระบุว่าในกรณีอธิการบดีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย คำว่าผู้บังคับบัญชาตามมาตรานี้ ให้หมายถึงผู้บังคับบัญชาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารกระทรวงศึกษาธิการ และพ.ร.บ.ระเบียบบริหารกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 30 วรรค 6 ระบุให้เลขาธิการ กกอ. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสถานศึกษาของรัฐในสังกัดที่เป็นนิติบุคคลที่จัดการศึกษาระดับปริญญาด้วย ดังนั้นเลขาธิการกกอ.จะปฏิเสธความรับผิดชอบในการพิจารณาดำเนินการถอดถอนอธิการบดีจากผู้เกษียณไม่ได้ด้วยเช่นกัน การกล่าวอ้างเพียงแค่ไม่มีกฎหมายระบุไว้ในกรณีอธิการบดีขาดคุณสมบัติเลยไม่ดำเนินการใดๆ คงไม่ถูกต้อง ในทำนองเดียวกัน หากสถาบันอุดมศึกษาบรรจุแต่งตั้งคนเป็นอาจารย์ แต่ต่อมาภายหลังพบว่าอาจารย์ใช้วุฒิการศึกษาปลอม แต่พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ก็ไม่ได้ระบุเหตุแห่งการออกเพราะใช้วุฒิการศึกษาปลอมไว้ สถาบันอุดมศึกษาก็เลยไม่สามารถดำเนินการกับอาจารย์ที่ใช้วุฒิปลอมได้เช่นนั้นหรือ คนสุดท้ายที่คำสั่งคสช.ที่ออกตามมาตรา 44 ที่ 39/2559 ข้อ 2 ระบุอำนาจไว้ชัดเจนคือรัฐมนตรีว่าการศธ. ในเมื่อศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่านายปัญญา อายุเกิน 60 ปี เป็นอธิการบดีไม่ได้ จะนาย ข นาย ค หรือนาย ฮ หากมีอายุเกิน 60 ปีก็ย่อมเป็นอธิการบดีไม่ได้ด้วยเช่นกัน” นายรัฐกรณ์กล่าว

Advertisement

นายรัฐกรณ์ กล่าวต่อว่า สถาบันใดมีอธิการบดีอายุเกิน 60 ปี ก็เข้าข่ายฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายแล้ว รัฐมนตรีว่าการศธ. ต้องใช้อำนาจตามมาตรานี้ยับยั้งการแต่งตั้ง หรือการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ทันที ทำไมจะต้องรอให้มีการฟ้องร้องกันให้วุ่นวายเสียเวลา เพราะสุดท้ายศาลก็คงต้องตัดสินโดยใช้บรรทัดฐานเดียวกัน นอกจากนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสถาบันยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และการพัฒนาสถาบัน ดังจะเห็นได้จากสถาบันที่ถูกควบคุมโดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 จะมีการจัดอันดับ และยอดจำนวนนักศึกษาลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประเด็นสำคัญ เมื่อทราบว่าการแต่งตั้งอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปี ขัดต่อกฎหมาย แต่คนที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็นสภาสถาบัน เลขาธิการกกอ. และรัฐมนตรีว่าการศธ. กลับไม่ดำเนินการใดๆ พวกท่านในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ด้วย

“ตอนนี้ทั้งเลขาธิการกกอ. และนพ.ธีระเกียรติ พยายามลอยตัวหนีปัญหา พยามยามโยนไปให้สภา ทั้งที่ตัวเองต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะเป็นคนเสรอโปรดเกล้าฯ อธิการบดี” นายรัฐกรณ์ กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า จนถึงขณะนี้มีผู้บริหารเกษียณที่ประกาศลาออกแล้ว 3 คน ได้แก่ นายปัญญา คามีศักดิ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (มร.มจ.) อายุเกิน 60 ปี นายชูศักดิ์ เอกเพชร รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) อายุ 67 ปี นายสุรศักดิ์ ศรีกระจ่าง ผู้ช่วยอธิการบดีมรภ.ศรีสะเกษ อายุเกิน 60 ปี ได้ประกาศลาออกแล้ว เพื่อแสดงสปิริตว่าปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดกรณีผู้บริหารมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการ อายุเกิน 60 ปีไม่ได้

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า นอกจากนี้ประเด็นปัญหาอธิการบดีจากผู้เกษียณได้ส่งผลกระทบให้ผู้บริหารสภาหลายคนทยอยลาออก อาทิ นายไพฑูรย์ เจริญพันธุวงศ์ อุปนายกสภามรภ.มหาสารคามและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภา ในฐานะรักษาการนายกสภามรภ.มหาสารคาม ได้ลาออกจากตำแหน่งอุปนายกสภาและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามรภ.มหาสารคามและนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายกสภามรภ.พระนคร ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกสภามรพ.พระนคร โดยทั้งสองประกาศลาออกกลางที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะที่อธิการบดีที่มีอายุเกิน 60 ปีที่ประกาศว่าจะไม่ลาออก ได้แก่ นายจรูญ ถาวรจักร์ อายุ 76 ปี อธิการบดีมรภ.อุดรธานีซึ่งถือว่าเป็นอธิการบดีเกษียณที่อายุมากที่สุดของมรภ.ทั่วประเทศ นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม อายุ 67 ปี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี(มรรพ.) นายนิรุต ถึงนาค อายุ 65 ปี อธิการบดีมรภ.มหาสารคาม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
รก.นายกสภามรภ.สารคาม ทิ้งเก้าอี้ รับหวั่นขัดม.157 หลังศาลปค.สูงสุด รับอุทธรณ์คำฟ้องสภาตั้งอธิการฯ จากผู้เกษียณ
‘มีชัย’ ไขก๊อกนายกสภามรภ.พระนครวันนี้