สภาอาจารย์ มรภ.โคราชส่งกฤษฎีกาตีความคำสั่งศาลสูงสุดชี้คดีตั้งอธิการบดีเกิน 60 ปี ผิด กม.

24.09.18 | 06:35 น.

จากกรณีที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งการให้สภามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการทั่วประเทศ 58 สถาบัน แก้ไขปัญหากรณีอธิการบดี/ รักษาการอธิการบดี ที่สภาแต่งตั้งมาจากผู้เกษียณอายุราชการ หรืออายุเกิน 60 ปี โดยให้ยึดคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นบรรทัดฐาน ที่ได้พิพากษากรณีของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) กาญจนบุรี ว่าอธิการบดี/ รักษาการบดีมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการ จะอายุเกิน 60 ปีไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันเฉพาะ มรภ.และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) มีอยู่ 22 สถาบัน จากทั้งหมด 23 สถาบัน ที่อธิการบดี/ รักษาการอายุเกิน 60 ปี โดยในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) นายชูศักดิ์ เอกเพชร อายุ 67 ปี รักษาการอธิการบดี มรส.ได้แสดงสปิริต ประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ล่าสุดนายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษาที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เสนอให้ นพ.ธีระเกียรติใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกตามมาตรา 44 ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา โดยสั่งการให้สภาถอดถอนอธิการบดีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ออกจากตำแหน่ง ไม่เช่นนั้นถือว่า นพ.ธีระเกียรติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น

เมื่อวันที่ 23 กันยายน นายศักดิ์ดา นาสองสี ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มรภ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า เมื่้อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภา มรภ.นครราชสีมา มีมติให้นำคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่มีคำพิพากษาให้คำสั่งตั้งรักษาการอธิการบดี มรภ.กาญจนบุรี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีอายุเกิน 60 ปี มาร่างหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฏีกาเพื่อขอคำชี้แนะ และเเนวทางการปฏิบัติ เเม้คำพิพากษาของศาลจะมีผลผูกพันเฉพาะ มรภ.กาญจนบุรีเท่านั้น แต่วิธีการบรรยายคำพิพากษามีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน และเห็นว่าเมื่อศาลปกครองสูงสุดตัดสินมาเเล้ว ต้องยึดคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเป็นที่ตั้ง

“สภาไม่สามารถนิ่งดูดายได้ ต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะอาจจะถูกฟ้องตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างให้นิติกรร่างหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดจะเเล้วเสร็จ และส่งมอบให้กฤษฎีกาพิจารณาภายในสัปดาห์หน้า” นายศักดิ์ดา กล่าว

ด้านนายรัฐพงศ์ บุญญานุวัตร อดีตคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวว่า จากกรณีที่ ศธ.และมหาวิทยาลัยรัฐ กำลังหาทางออกสำหรับการดำรงตำแหน่งของอธิการบดีที่เกษียณแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดนั้น เห็นว่าผู้บริหารสูงสุดในมหาวิทยาลัยต้องตระหนัก ให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล และความสง่างามขององค์กร สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น อยากให้มองใน 2 มิติ ทั้งในส่วนของผู้ที่เกษียณแล้ว กับคนหนุ่มสาวที่ต้องการเข้าไปบริหารองค์กร ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตนเองโดยนำองค์กรมาเป็นตัวตั้ง

นายรัฐพงศ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้แต่ละสถาบันต่างมีข้อบังคับของตนเองในการได้มาซึ่งผู้บริหาร ประกอบกับการตีความข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน สำหรับอธิการบดีที่เกษียณแล้ว ทุกภาคส่วนต้องเข้าใจ และเห็นใจเช่นกัน เพราะการเข้ามาดำรงตำแหน่งนั้น แต่ละคนเข้ามาตามขั้นตอน ประกอบกับเมื่อแต่ละคนเห็นว่าตนเองมีคุณสมบัติครบถ้วน จึงสมัคร หรือมีผู้เสนอชื่อเข้ารับการสรรหา ส่วนของคนหนุ่มสาวก็มีความมุ่งมั่น และแสวงหาโอกาส เพื่อการเข้าไปบริหารทดแทนคนรุ่นเก่าที่เกษียณแล้ว ขณะเดียวกับปัญหาอธิการบดีที่เกษียณแล้ว วันนี้ไม่ได้มีเฉพาะใน มรภ.หรือ มทร.เท่านั้น ยังมีสถาบันการพลศึกษา และสถาบันอื่นอีกเช่นกัน ดังนั้น การแก้ปัญหา ควรแก้ให้ครบแบบองค์รวม

Advertisement

“วันนี้เพื่อยุติความแตกแยกทางความคิด และความขัดแย้งที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของชาวอุดมศึกษา ขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยเฉพาะคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และทราบว่านายกสภา มรภ.บางแห่งเกรงว่าถ้าให้สภาใช้อำนาจในการปลด หรือยุติบทบาทการปฏิบัติหน้าที่ของอธิการบดีที่เกษียณแล้ว จะถูกฟ้อง ในประเด็นนี้อยากจะเสนอทางออกสำหรับผู้บริหาร หรืออธิการบดีที่เกษียณแล้ว ถ้ามหาวิทยาลัยเห็นว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ มหาวิทยาลัยสามารถจ้าง หรือแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าจะรับได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง” นายรัฐพงศ์ กล่าว