เดินเครื่องกันอย่างเต็มกำลังกับการขับเคลื่อน ‘การปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ’ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดมหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 10-11 กันยายนที่ผ่านมา การเสวนา เรื่อง ‘ปฏิรูปการประเมินการเรียนรู้เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้เรียน’ เป็นหนึ่งประเด็นที่เปิดให้มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ โดยมีศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และ ดร.ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ร่วมเป็นวิทยากร

ดร.ชัยณรงค์ เปิดมุมมองการศึกษาจากภาคธุรกิจ ซึ่งบอกไว้ชัดเจนว่า การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ถือเป็นการยกระดับศักยภาพและขยายโอกาสของประเทศไทยในเวทีโลก การศึกษานับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีศักยภาพ สามารถยกระดับการพัฒนาประเทศ ขณะนี้เราอยู่ในโลกของการแข่งขัน ถ้าเราไม่มีชาวต่างประเทศเข้ามาลงทุน เศรษฐกิจอาจซบเซา เพราะฉะนั้นหลังจากโลกมีการเปลี่ยนแปลง ประเทศทุกประเทศต้องแข่งขันกันทั้งในระดับประเทศชาติและระดับสถานศึกษา และท้ายที่สุด คือ การแข่งขันระดับบุคคล ตอนนี้มี 3 คำที่ต้องถามว่า ขณะนี้เราเป็นเสือ แมว หรือเป็นไดโนเสาร์ ทุกวันนี้เราต้องคิดเรื่องการแข่งขัน หรือคิดแบบเสือให้ได้ โดย 2 องค์กรที่วัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก คือ International Institute for Management Development (IMD) และ World Economic Forum (WEF) ตัวชี้วัดของทั้งสององค์กรครอบคลุมทุกอย่างของประเทศ เช่น สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพี การจ้างงาน เป็นต้น ประสิทธิภาพของภาครัฐ เช่น กฎหมายธุรกิจ ระบบภาษี ประสิทธิภาพของภาคเอกชน โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบคมนาคม สุขภาพ การศึกษา วิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี เป็นต้น โดยรวบรวมรายงานจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสถานประกอบการ ทั้ง 2 องค์กรใช้ข้อมูลจากเอกสารราชการ และเพิ่มด้วยคำถามจากผู้ประกอบการ จัดทำเป็นรายปี จะเห็นได้ว่าคะแนนค่าเฉลี่ยของประเทศไทยค่อนข้างต่ำ ปัจจัยที่ทำให้ข้อมูลเป็นเช่นนั้นอาจเกิดจากการจัดทำรายงานของหน่วยงานราชการไม่มีความสอดคล้องกัน ข้อมูลที่ประเมินจึงอาจจะผิดไปโดยปริยาย ขณะที่หน่วยประเมินดูรายงานเป็นภาพรวม สิ่งเหล่านี้หน่วยงานระดับประเทศต้องบริหารจัดการ ขณะที่ธนาคารโลกก็เริ่มเข้ามาประเมิน โดยพิจารณาจากกระบวนการต่าง ๆ เช่น การขออนุญาตตั้งบริษัทต้องใช้เวลาเท่าไร ดังนั้นกระบวนการที่ไม่ยุ่งยากหลายขั้นตอน ใช้เวลาไม่นานจนเกินไปเป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้พิจารณา

สถาบันการศึกษา เป็นผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงกับขีดความสามารถของประเทศ เพราะวัดจากการศึกษา ซึ่งจากรายงานของบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการศึกษานานาชาติ พบว่า ขีดความสามารถที่ตลาดแรงงานต้องการในศตวรรษที่ 21 อันดับแรกคือ ความทุ่มเทและรับผิดชอบต่อการทำงานและการทำงานเป็นทีม 25% การวิเคราะห์ แก้ปัญหา การพูดจา และการเจรจา 22% ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ 16% ทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน 5% และความรู้ทางวิชาการ 2% จะเห็นได้ว่า เนื้อหาความรู้ด้านวิชาการเป็นลำดับท้ายๆ เพราะสิ่งเหล่านี้หาได้ทั่วไปจากอินเทอร์เน็ต และช่องทางอื่นๆ ขณะที่รายงาน World Economic Forum พบว่า ทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการในปี 2020 คือ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และมีใจรักการบริการ ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ หลักสูตร วิธีการสอนและวิธีการประเมินอาจจะต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เราพัฒนาประเทศไปไกลมาก แต่การศึกษาเราตามไม่ทัน การศึกษาต้องก้าวกระโดด และพัฒนาคนให้เหมาะสม และต้องทำให้เด็กของเราเป็นเสือไม่ใช่ไดโนเสาร์
ขณะที่ดร.สมหวัง มองต่างมุมว่า วงการศึกษาจะพูดเรื่องความร่วมมือ ไม่แข่งขัน แต่ภาคธุรกิจพูดชัดเจนว่า เราต้องแข่งขัน ประเทศไทยต้องแข่งขันในอาเซียน ตอนนี้มหาวิทยาลัยในมาเลเซียไต่อันดับขึ้นมาถึง 5 แห่ง ขณะที่มหาวิทยาลัยไทยอยู่ในอันดับ 8 การพัฒนาต้องเน้นที่คน ส่วนเทคโนโลยีมาเป็นอันดับ 2 การศึกษาสำคัญที่สุด ไทยลงทุนเรื่องการศึกษามาก แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปที่คาดหวัง ดังนั้นหมายความว่า อาจมีบางอย่างผิดพลาด เราต้องจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ จะต้องมองว่าไม่ว่าเด็กไทยเกิดที่ไหนบนแผ่นดินไทย จะต้องมีโอกาสได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ครูเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งเดิมในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ฉบับใหม่ ไม่ได้พูดเรื่องการพัฒนาครู ตนจึงเสนอให้มีการบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าไป ประเทศสิงคโปร์เป็นตัวอย่างคนที่จะเป็นครูได้ต้องเรียนในระดับท็อป แต่เรามีการเพิ่มเงินเดือนครูประถมศึกษาและมัธยมศึกษา แต่คุณภาพไม่เกิดขึ้นตามที่ได้มีการสัญญาเอาไว้

ในส่วนของการประเมิน ไม่ใช่มุ่งแต่เรื่องเกรด แต่ต้องเป็นไปตามภาวการณ์เรียนการสอนตามปกติ ที่ผ่านมายังร่วมมือกันน้อย เราแข่งขันเพื่อจะแพ้ไปด้วยกัน จึงต้องทบทวนเรื่องการศึกษา ครู อาจารย์ รวมถึงคณะครุศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ ซึ่งถูกทอดทิ้ง เนื่องจากเป็นต้นน้ำของการศึกษา การประกันคุณภาพ คือ การประเมินติดตาม แต่ด้วยวัฒนธรรมของครูและสถานศึกษาไม่ชอบการประเมิน ไม่ชอบความจริง การปรับปรุงพัฒนาจึงไม่เกิด เป็นลักษณะสำคัญที่ต้องสอนลูกศิษย์ให้เปลี่ยนความคิด การหลอกตัวเองไม่มีทางปรับปรุงพัฒนาได้ การยอมรับความจริงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ
ประกาศ กฎกระทรวง การประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2561 พ.ร.บ.ฉบับใหม่เรื่องการประเมินย้อนกลับไปเหมือนการประเมินรอบแรก ในช่วงที่ตนเป็น ผอ.สมศ. เมื่อปี 2544 คือ ไม่ตัดสิน แต่ประเมินเพื่อปรับปรุงและพัฒนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ส่วนตัวเห็นว่าการประเมินต้องมีทั้งปรับปรุงพัฒนาและตัดสิน
นับเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากสองภาคส่วนที่สำคัญ เชื่อว่าบทเรียนที่ได้จากการเรียนรู้ครั้งนี้ จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและนำสู่การปฏิรูประบบการประเมิน เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาได้อย่างแท้จริง

