อึ้ง! รายได้อธิการมทร.พระนครครึ่งล้าน สรรหาอธิการมทร.พระนคร วุ่นหนัก แฉสภาแก้ข้อบังคับปลดล็อกคนเกิน 60ปีชิงแคนดิเดตอธิการฯ กก.สรรหาค้านไม่ไหว ยื่นลาออก
กรณีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งการให้สภามหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการทั่วประเทศ 58 สถาบัน แก้ไขปัญหากรณีอธิการบดี/รักษาการอธิการบดี ที่สภาแต่งตั้งมาจากผู้เกษียณอายุราชการ หรืออายุเกิน 60 ปี โดยให้ยึดคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นบรรทัดฐาน ที่ได้พิพากษากรณีของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) กาญจนบุรี ว่าอธิการบดี/รักษาการบดีมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการ จะอายุเกิน 60 ปีไม่ได้ โดยล่าสุดพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) มาให้ข้อมูลและมอบหมายให้ข้อมูลเพิ่มเติมโดยให้เวลา 7 วันเพื่อช่วยหาแนวทางแก้ไขปัญหา ขณะที่นายจิตเจริญ ศรขวัญ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทป.มรภ.) ระบุว่าทป.มรภ.จะยื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) วันที่ 27 กันยายนนี้ เพื่อให้ตรวจสอบสภา ฐานเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีแต่งตั้งผู้เกษียณอายุราชการดำรงตำแหน่งอธิการบดีและผู้บริหารอื่นๆ รวมถึงจะยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบอธิการบดีที่เกษียณ เนื่องจากรับเงิน 2 ทางคือ เงินเดือนจากมหาวิทยาลัย และเงินบำนาญซึ่งถือว่าไม่ถูกต้องนั้น
เมื่อวันที่ 25 กันยายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า วันนี้ที่ประชุมครม.ไม่ได้พูดถึงประเด็นปัญหาอธิการบดีอายุเกิน 60 ปีที่เป็นประเด็นข่าวในขณะนี้ และตามที่บุคคลเหล่านี้มาขู่ตนให้ใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ตามมาตรา 44 ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งอยากให้ตนสั่งการให้สภาถอดถอนอธิการบดีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ออกจากตำแหน่ง มิเช่นนั้นถือว่าตนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น ต้องมาคิดดูว่าใช้ได้หรือไม่ ตนไม่สามารถใช้มาตรา 44 เที่ยวปลดอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปีได้ หรือหากตนใช้อาจจะผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เสียเอง เนื่องจากคำสั่ง คสช.ตามมาตรา 44 สามารถบังคับใช้ได้ต่อเมื่อมหาวิทยาลัยมีปัญหาร้องเรียน และฟ้องร้องทางคดีเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา หรือการดำเนินการของสถานบันอุดมศึกษาไม่สอดคล้องกับหลักธรรมมาภิบาล ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศโดยตรง ให้อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 มาบังคับใช้แก้ไข เนื่องจากอธิการบดีเหล่านี้มาดำรงตำแหน่งตามข้อบังคับเดิมอย่างถูกต้อง
ด้านนายศุภวุฒิ เนตรโพธิ์แก้ว อดีตประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)พระนคร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา มทร.พระนคร มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติผู้เข้ารับการสรรหาเป็นอธิการบดี เนื่องจาก น.ส.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีคนปัจจุบัน จะพ้นตำแหน่งในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 โดยมีผู้สมัคร 5 คนด้วยกัน มีเพียงน.ส.สุภัทรา อธิการบดีที่เข้าชิงตำแหน่งอีกวาระเท่านั้น ที่เป็นผู้สมัครอายุเกิน 60 ปี เนื่องจากน.ส.สุภัทรา เกษียณอายุตั้งแต่ปี 2557 ปัจจุบันอายุ 63 ปีแล้ว ซึ่งในที่ประชุม นายสุรเชษฐ เดชฟุ้ง หนึ่งในคณะกรรมการสรรหา นำประเด็นคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่พิพากษากรณีของ มรภ.กาญจนบุรี ว่าอธิการบดี/รักษาการบดีมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการ จะอายุเกิน 60 ปีไม่ได้ โดยศาลพิเคราะห์ว่าตำแหน่งอธิการบดี เป็นตำแหน่งประเภทผู้บริหารตาม มาตรา18(ข) ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และมาตรา55(2) ระบุว่าข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาพ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ แม้คำพิพากษาออกมามีผลผูกพันเฉพาะมรภ.กาจญนบุรีเท่านั้น แต่เมื่อคำสั่งศาลปกครองสูงสุดออกมาต้องปฏิบัติตามแนวทางนี้ เพราะถือเป็นแนวบรรทัดฐานเดียวกัน อีกทั้งน.ส.สุภัทรา มีเรื่องที่ถูกร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช.หลายเรื่อง รวมถึงมีคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งนายสุรเชษฐ เห็นว่าน.ส.สุภัทรามีคุณสมบัติไม่ผ่าน แต่คณะกรรมการสรรหาอธิการดี ยังให้การสนับสนุน จึงไม่สบายใจและเกรงว่าในอนาคตจะถูกฟ้องร้องได้ในฐานะกรรมการ จึงทำการประกาศลาออกในวันนั้น
นายศุภวุฒิ กล่าวต่อว่า ยังมีประเด็นเรื่อง การแก้ไขข้อบังคับ มทร.พระนคร ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี ที่มีมติในที่ประชุมสภา ให้แก้ไขเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 เพื่อปลดล็อกให้คนอายุเกิน 60 ปี มาบริหารมหาวิทยาลัยต่อไปได้ โดยแก้ไขเพิ่มเติม ว่า หากมีความจำเป็นต้องจ้างบุคคลที่อายุเกิน 60 ปี ให้อยู่ในดุลยพินิจของ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลประจำมหาวิทยาลัย เป็นการแก้ไขเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เกษียณอายุราชการไปแล้วเข้ารับการสรรหา และจ้างเป็นอธิการบดีได้ ซึ่งขัดกับ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และขัดกับ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ และยังขัดกับบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดกรณี มรภ.กาญจนบุรี และยังเป็นการดำเนินการแก้ไขในช่วงหลังจากที่ มทร.พระนคร กำลังเริ่มกระบวนการสรรหาอธิการบดีใหม่ ที่เริ่มไปตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2561 อีกด้วย
“ยังมีประเด็นที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก คือเงินเดือนข้าราชการที่อายุเกิน 60 ปี มทร.พระนคร ใช้เงินรายได้มาจากเงินค่าเทอมของนักศึกษา มาใช้จ่ายเป็นเงินเดือนให้กับบุคคลเหล่านี้ ถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก โดยข้าราชการที่มีอายุเกิน 60 ปีในระดับผู้บริหารมี 6 คนด้วยกัน ประกอบด้วย อธิการบดี จ้างเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยโดยเบิกจ่ายจากเงินรายได้มหาวิทยาลัยรวมกับเงินงบประมาณแผ่นดินในอัตราสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาทต่อเดือน ไม่รวมรายได้อื่นๆ ซึ่งปัจจุบันรวมกว่า 500,000 บาท ต่อเดือน รองอธิการบดี ซึ่งเกษียณอายุราชการแล้ว ที่จ้างเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในอัตราเงินเดือน 70,000 บาท ไม่เกิน 150,000 บาท มีจำนวน 3 ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ภาษา จำนวน 1 ตำแหน่ง จ้างในอัตราเงินเดือน 100,000 บาท ต่อเดือน ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน จำนวน 1 ตำแหน่ง จ้างในอัตราเงินเดือน 70,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งทั้งหมดเบิกจ่ายจากเงินของรายได้มหาวิทยาลัย ซึ่งมาจากค่าเทอมนักศึกษาเป็นหลัก โดยค่าจ้างนี้จะไม่รวมค่าตอบแทนอื่นๆ ที่ได้ตามสิทธิของตำแหน่ง เมื่อนักศึกษาทราบข่าว มีความรู้สึกว่าทำไมมทร.พระนคร ถึงปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น อยากให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและให้ทางมหาวิทยาลัยนำเงินค่าเทอมที่นักศึกษาจ่ายไปพัฒนาเรื่องอื่นๆ เช่น การเรียนการสอนหรือพัฒนามหาวิทยาลัยมากกว่าไปจ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการที่เกษียณอายุแล้ว” นายศุภวุฒิ กล่าว
นายศุภวุฒิ กล่าวต่อว่า ข้าราชการบำนาญที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว เมื่อกระทำผิดใดๆ ในเรื่องวินัยของข้าราชการ จะไม่สามารถเอาผิดทางวินัยได้เพราะเป็นผู้เกษียณอายุราชการไปแล้ว เพราะถือเป็นความผิดที่กระทำภายหลังจากที่เกษียณ ซึ่งจะไม่สามารถลงโทษขั้นสูงสุดคือไล่ออกจากราชการที่จะงดจ่ายบำเหน็จบำนาญได้ ซึ่งกรณีนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)เองก็ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่จะลงโทษทางวินัยแก่ผู้บริหารที่เกษียณอายุราชการได้อีกด้วย ทำได้เพียงฟ้องต่อศาลในทางแพ่ง และอาญา เท่านั้น
นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ความเห็นตนอายุไม่ใช่ข้อจำกัดทั้งหมดในการบริหารงาน อย่างไรก็ตามต้องไปดูกฎหมาย ข้อบังคับ อีกครั้งหนึ่งว่าอายุเกิน 60 ปี สามารถดำรงตำแหน่งผู้บริหารได้หรือไม่ ส่วนข้อเสนอให้ นพ.ธีระเกียรติ ใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ออกตามมาตรา 44 ที่ 39/2559 มาจัดการปัญหานี้ คิดว่าไม่จำเป็น เพราะสภาแต่ละแห่งสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเองอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับสภาว่าจะแก้ไขอย่างไร ส่วนทปอ.จะนำประเด็นนี้เข้าหารือในที่ประชุมหรือไม่ คงไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ ทปอ.

