เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกอปศ. ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องความมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการจัดการศึกษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่จะนำไปสู่การปรับแก้ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันพบว่าปัญหาของโรงเรียนเอกชน มีความแตกต่างและนำไปสู่สภาพวิกฤติ มีโรงเรียนเอกชนหลายแห่งที่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ชั้นดี และมีนักเรียนจำนวนมาก ตัดสินใจปิดโรงเรียน เพราะกลไกที่มีอยู่คือกฎหมายไม่สนับสนุนให้ดำเนินกิจการ ส่วนโรงเรียนที่พยายามสู้ก็สู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว
“ปัญหาหนึ่งคือการ เพิ่มการให้เงินอุดหนุนด้านต่างๆ ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนของรัฐ จึงมีการดึงนักเรียนออกมาโรงเรียนเอกชนไปอยู่โรงเรียนรัฐ ทำให้โรงเรียนเอกชนได้รับเงินอุดหนุนรายหัวน้อยตามจำนวนนักเรียนที่ลดลง ขณะเดียวกันประโยชน์ของโรงเรียนเอกชนก็มีมาก เช่น ความเป็นอิสระของโรงเรียนเอกชนสามารถสร้างคุณภาพได้ เนื่องจากมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ซึ่งกอปศ.เห็นว่า รัฐไม่ควรใช้กลไกอะไรที่ไปทำร้ายโรงเรียนเอกชน ทำให้มีความยากลำบากมากขึ้น จนถึงบางแห่งต้องเลิกกิจการ โดยเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนนี้เป็นการแก้ไขกฎหมายลูก จะใส่ไว้ในรายละเอียดของแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เพื่อเป็นการเตรียมรายละเอียดในการดำเนินการ หลังจากที่ กอปศ.ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ และแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาไปแล้ว” นพ.จรัส กล่าว

นพ.จรัส สุวรรณเวลา
ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสกศ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐ ซึ่งไม่ใช่รัฐจัดเองทั้งหมด โดยต้องสนับสนุนเอกชน และท้องถิ่นด้วย ซึ่งการสนับสนุนนี้ครอบคลุมทั้งเอกชนที่จัดการศึกษาสายสามัญศึกษา และอาชีวศึกษา ครอบคุลมเรื่องความเสมอภาคเด็กในโรงเรียนรัฐและเอกชน ต้องได้รับการอุดหนุนเท่ากัน เงินอุดหนุนโรงเรียนขนาดเล็กของรัฐได้ โรงเรียนขนาดเล็กของเอกชนก็ต้องได้เช่นเดียวกัน รวมถึงการดูแลสวัสดิการสวัสดิภาพของครู ซึ่งในส่วนที่เป็นเรื่องพื้นฐานต้องได้เท่ากันและบวกความเป็นโรงเรียนเอกชนเพิ่ม เป็นต้น.

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์

