เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่วัดพระยาทำวรวิหาร เขตบางกอกน้อย ย่านอรุณอมรินทร์ กรุงเทพมหานคร นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมนายอารักษ์ สังหิตกุล อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหอระฆังที่ถล่มทับคนงานระหว่างเข้าไปทำงานในโครงการงานบูรณะหอระฆัง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 คน อาการสาหัส 3 คน เสียชีวิต 1 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าเกิดปัญหาขึ้น คือสำนักงานเขตบางกอกน้อย ติดคำสั่งสำนักงานเขตบางกอกน้อยที่ 389/5561 เรื่องห้ามเข้าในเขตอาคารมีสภาพหรือมีการใช้ที่อาจเป็นภยันตรายต่อสุขภาพชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือเกิดเหตุรำคาญหรือกระทบกระเทือนต่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น โดยสำนักงานเขตบางกอกน้อยได้เข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่า อาคารดังกล่าวมีสภาพหรือมีการใช้อาคารที่ไม่ปลอดภัย อาจจะเป็นภยันตรายต่อชีวิต จึงสั่งห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารใช้หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้อาคารนั้นทั้งหมดจนกว่ากรมศิลปากรมีการแก้ไขเพื่อบรรเทาเหตุที่อาจก่อให้เกิดภยันตรายนั้นแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ คนงานของบริษัทผู้รับเหมาไม่สามารถเข้าไปดำเนินการค้ำยันโบราณสถานได้
นายอนันต์กล่าวว่า ตนและคณะเข้ามาตรวจงานเพิ่มเติม สืบเนื่องวันที่ 26 กันยายน ตนสั่งการเร่งรัดการค้ำยันโบราณสถานเพื่อให้โบราณสถานที่เหลืออยู่ต้องไม่เสียหายเพิ่มเติม แต่เกิดปัญหาคือเจ้าหน้าที่จากบริษัทรับเหมาไม่สามารถเข้าไปทำการค้ำยันโบราณสถานได้ ขณะนี้ตนเข้าไปพูดคุยประสานกับทางสำนักงานเขตพื้นที่ ให้คนงานและบริษัทรับเหมาเข้าไปทำการค้ำยันเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ กรมศิลปากรมีอำนาจเข้าไปบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานอยู่แล้ว ที่เกิดปัญหาอาจเป็นการประสานงานระหว่างกันไม่ดีพอ

“วันนี้เร่งรัดในส่วนค้ำยันโบราณสถานให้เสร็จเร็วที่สุด ไม่ให้โบราณสถานเสียหายเพิ่มเติม ไม่ทราบว่าจะเสร็จทันวันนี้หรือไม่ แต่จะเร่งให้เสร็จโดยเร็วที่สุด เมื่อทำการค้ำยันเรียบร้อย วิศวกรกรมศิลปากรคือ นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิศวกรรม สำนักสถาปัตยกรรม และนายโชติชีวิน มิพล วิศวกรโยธาปฏิบัติการ กรมศิลปากร ร่วมกับวิศวกรจากบริษัทรับเหมาลงพื้นที่ในการตรวจสอบ และจัดทำแผนการบรูณะต่อไป พร้อมหาสาเหตุการถล่มที่แท้จริง ซึ่งกรมศิลปากรยังคงร่วมงานกับบริษัทรับเหมาเดิมอยู่ ไม่มีการเปลี่ยนบริษัทรับเหมาแต่อย่างใด และเมื่อวิศวกรทั้งสองฝ่ายสำรวจแล้วพบว่า การค้ำยันโบราณสถานมีความมั่นคงปลอดภัยต่อผู้เข้าทำงาน จะส่งเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เช่น นักโบราณคดีลงไปตรวจสอบลวดลายของโบราณสถาน ว่าลวดลายที่แตกหลุดไป เดิมประดับอยู่ส่วนใดของโบราณสถาน เพื่อสามารถนำลวดลายกลับมาสู่ตำแหน่งเดิมได้ เป็นต้น”
นายอนันต์กล่าวต่อว่า วันนี้ตนพร้อมเจ้าหน้าที่นำพวงมาลัย ดอกไม้ธูปเทียน บายศรี หมากพูล 9 ชิ้น ไข่ต้ม 19 ฟอง เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยเริ่มจากสักการะพระประธานภายในอุโบสถ ต่อมาสักการะพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อขอขมาลาโทษในสิ่งที่ทำและขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้กรมศิลปากรสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพื่อรักษามรดกของแผ่นดินให้คงอยู่ต่อไป

“ส่วนการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต บริษัทรับเหมาต้องเยียวยาตามกฎหมาย และเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานมาคุยขอข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งทางกรมศิลปากรมอบข้อมูลให้เรียบร้อยเเล้ว โดยทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ทั้งนี้การว่าจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้าง มีการผูกขาดรับเหมาเฉพาะบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่ ยืนยันว่าไม่มีการผูกขาดแน่นอน สามารถตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างได้ โดยบริษัทที่จะมาร่วมงานกับกรมศิลปากรต้องมีผลงานและทำงานกับกรมศิลปากรจนมั่นใจ” นายอนันต์กล่าว




แปลงติดตั้งโครงเหล็กค้ำยัน

แปลงติดตั้งโครงเหล็กค้ำยัน

