เมื่อวันที่ 28 กันยายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค(คปภ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือ เรื่องการใช้ อำนาจตามคำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้รัฐมนตรีว่าการศธ.ในฐานะประธานคปภ. สามารถ แต่งตั้ง โอน หรือย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ปฏิบัติงาน ในตำแหน่งต่าง ๆ ในหน่วยงานของศธ.ในระดับภูมิภาคหรือจังหวัด ทั้งนี้ ตามประเภทหรือระดับตำแหน่งที่รัฐมนตรีว่าการศธ.กำหนด ได้ ที่ประชุมได้ทำความเข้ามาเพื่อให้การใช้อำนาจดังกล่าวมีความชัดเจนและเกิดธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า จะใช้อำนาจดังกล่าวในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และอำนาจตามปกติไม่สามารถดำเนินการได้ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหา ใครมาเสนอให้ย้ายใครในที่ประชุมคปภ. ก็ได้ โดนไม่ผ่านระบบปกติ อาจจะทำให้ระบบธรรมาภิบาลเสียหาย ยกตัวอย่างเช่น กรณีข้าราชการระดับ 9 ทำการทุจริต แต่ผู้บังคับบัญชาไม่ยอมดำเนินการ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการสอบสวน หรือมีการทำลายเอกสาร ค่อยนำมาเข้าที่ประชุม คปภ. เพื่อให้เกิดการใช้อำนาจที่เป็นธรรม
นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังได้สั่งการให้นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดศธ. ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ช่วยแก้ปัญหา ตัวแทนกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ พร้อมด้วยตัวแทนครูจากทุกภาคของประเทศกว่า 50 คน ยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ กรณีสกสค. ธนาคารออมสิน และบริษัททิพยประกันภัย จำกัด(มหาชน) ที่ส่อว่าจะฉ้อโกงประชาชน กรณีโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) 1-7 ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งมีการหักประกันสัญญาเงินกู้ที่อ้างว่าจะเอาเงินที่หักแต่ละครั้งไปประกันชีวิต โดยครูทั้งหมดที่กู้โครงการ 5-7 ถึงร้อยละ85 ทั้งหมดทางต้องยอมจ่ายเบี้ยฯ รายละ 186,300 บาท เพื่อประกันชีวิต แต่สุดท้ายจริงๆแล้วก็ไม่ได้กรมธรรม์ตามที่สัญญาไว้ ทำให้ครูทั่วประเทศเดือดร้อนกว่า 450,000 คน ทั้งนี้เมื่อครูทวงถามก็ไม่ได้คำตอบ ซึ่งการประกันชีวิต เป็นการทำประกันชีวิตกับบริษัทที่รับประวินาศภัย ไม่สามารถทำประกันชีวิตได้ และสุดท้ายกลายเป็นประกันอุบัติเหตุรายปี และต้องกลายเป็นว่าจ่ายเบี้ยประกันกินเปล่า ทำให้ครูต้องมีภาระดอกเบี้ยรวม 3 สัญญา มูลค่าร่วม 40,000 ล้านบาท
“กรณีนี้ผมเองเคยทำเรื่องแจ้งไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ แล้ว และจะให้สกสค.แนะนำไปยังกลุ่มผู้เสียหายว่า หน่วยงานที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้ คือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จากนั้น จะให้ฝ่ายกฎหมายไปช่วยคิดว่า จะดำเนินการแจ้งความหรือเรียกร้องความเสียหายได้จากหน่วยงานใดได้อีก ยืนยันว่า ทางศธ. ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เรื่องนี้คู่กรณีเรื่องนี้ไม่ใช่สกสค. แต่เป็นอดีตผู้ที่ทำสัญญา ร่วมกับคู่กรณี ”รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวและว่า ส่วนการทำประกันชีวิตใหม่นั้นทางธนาคารออมสิน ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่า ผู้กู้ไม่จำเป็นต้องใช้ประกันชีวิตบริษัทเดิม แต่ให้สามารถเลือกบริษัทที่เหมาะสมได้เอง เลือกบริษัทที่ดีที่สุดและตรงตามเงื่อนไข จึงไม่น่าจะเกิดปัญหาขึ้นมาอีก

