‘หมอธี’ ชี้สภามี 2 ทางเลือกคลายล็อกปมอธิการเกษียณ 1.รอจนกว่าเปลี่ยนรมว. แล้วเสนออธิการเกษียณใหม่ 2.เร่งแก้ไข ยันสภาต้องยึดคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็นบรรทัดฐาน หึ่ง!ปธ.ทปอ.มรภ.ให้กลุ่มอาจารย์เก่าเบรก ‘กลุ่มเคลื่อนไหวต้าน’
กรณี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบหมายให้สภามหาวิทยาลัยรัฐ เฉพาะที่เป็นมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการแก้ไขปัญหากรณีที่มีอธิการบดี/รักษาการอธิการบดีที่สภาแต่งตั้งอายุเกิน 60 ปี โดยขอให้ยึดคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นบรรทัดฐานที่ได้วินิจฉัยกรณีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) กาญจนบุรี ว่าอธิการบดี/รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการ จะมีอายุเกิน 60 ปีไม่ได้ ล่าสุดเครือข่ายอาจารย์ได้เดินทางไปขอบคุณนพ.ธีระเกียรติ ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบว่ากรณีอธิการบดีเกษียณรับเงินสองทางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ทยอยส่งหนังสือถึงสภามหาวิทยาลัยของตัวเองให้ถอดถอนอธิการบดีที่เกษียณ อาทิ มรภ.นครสวรรค์ มรภ.อุตรดิตถ์ มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.ธนบุรี มรภ.เชียงใหม่ เป็นต้น
เมื่อวันที่ 28 กันยายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ทางกลุ่มที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.), ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทป.มรภ.) และกลุ่มส่งเสริมธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย (สธม.) ได้มาพบตนแล้ว เพื่อแสดงความขอบคุณ และยืนยันว่าสิ่งที่ตนพูด เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ทั้งนี้สิ่งที่ตนย้ำมาตลอดคือการดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นตอนนี้ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ไม่นำชื่อผู้ที่เกษียณอายุราชการ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิการบดี กลับไปให้สภาทบทวนนั้น จะมีผลต่อการบริหารงานของมหาวิทยาลัยหรือไม่ นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ถ้าจะมีผล ก็ตรงที่คนเหล่านี้จะไม่ได้เป็นอธิการบดี ส่วนการบริหารงาน เป็นหน้าที่ของสภาซึ่งสภาต้องไปดูว่า ถ้ารายชื่อที่เสนอขึ้นมา ถูกเบรก จะต้องทำอย่างไร ทั้งนี้สภามี 2 ทางเลือก คือ รอไปเรื่อย ๆ พอเปลี่ยนรัฐมนตรี แล้วค่อยเสนอให้รัฐมนตรีคนใหม่พิจารณา หรือจะเร่งแก้ปัญหา แต่ถ้าคิดว่า ตนเบรกแล้วผิด ก็สามารถไปฟ้องศาลปกครองได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเหมือนเป็นการโยนปัญหาให้สภาหรือไม่ นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ไม่ได้โยนปัญหาให้สภา ต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า เรื่องนี้ใครรับผิดชอบ เขาต่างหากที่โยนมาให้ตน ส่วนที่เสนอให้ออกเกณฑ์กลาง เพื่อแก้ปัญหานั้น ก็ทำไม่ได้ ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีอิสระและไม่อยากให้ศธ.ออกเกณฑ์กลาง และที่มหาวิทยาลัยอยากออกนอกระบบเพราะไม่ต้องการเกณฑ์กลาง เพื่อให้มีความอิสระในการบริหารงาน แต่พอเกิดปัญหา กลับจะให้ออกเกณฑ์กลางซึ่งไม่จำเป็น เพราะคำตัดสินของศาลถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีกว่าออกเกณฑ์กลาง ซึ่งคำสั่งศาลปกครองสูงสุด แม้ไม่ผูกพันกับมหาวิทยาลัยอื่น แต่ถือเป็นมาตรฐาน ควรจะเป็นไปตามนั้น เพราะฉะนั้นการออกเกณฑ์กลางใหม่ คงไม่ใช่เรื่องดี และหากเกณฑ์กลางที่ออกมาตรงข้ามกับคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด ก็จะยิ่งเกิดความโกลาหล เรื่องนี้ต้องไปคิดให้รอบคอบ
แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ในการประชุมสภามรภ.อุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาไม่มีการหยิบยกเรื่องของนายเรืองเดช วงศ์หล้า อายุ 71 ปี อธิการบดีมรภ.อุตรดิตถ์ เข้ามาหารือ เพราะหากเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดกรณีที่ได้พิพากษากรณีมรภ.กาญจนบุรีว่าบุคคลอายุเกินกว่า 60 ปี หรือเกษียณราชการไปแล้วไม่สามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ นายเรืองเดชก็อยู่ในหลักเกณฑ์นี้ด้วย ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ มีการเคลื่อนไหวของประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มรภ.อุตรดิตถ์ และกรรมการสภา มรภ.อุตรดิตถ์บางส่วน พยายามออกมากดดันให้นายเรืองเดช ลาออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสามัคคีในมรภ.อุตรดิตถ์ เนื่องจากมีบุคลากรภายในมีความเห็นแตกต่างกันไป ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งกันในภายหลัง อีกทั้งเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานแก่อธิการบดีมรภ.อื่น ๆ ที่มีอธิการบดีอายุเกินกว่า 60 ปี เพราะนายเรืองเดช อยู่ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ(ทปอ.มรภ.) ด้วย
“ก่อนหน้านี้บุคลากรภายในมรภ.อุตรดิตถ์ จำนวนไม่น้อย พร้อมออกมาเคลื่อนไหวและแสดงความเห็นพ้องกับศาลปกครองสูงสุด แต่ล่าสุดคณะผู้บริหารของนายเรืองเดช ได้พยายามให้กลุ่มอาจารย์เก่าที่เคยสอนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นอาจารย์ในปัจจุบัน ให้ไปพูดขอร้องไม่ให้พนักงานรุ่นใหม่ที่จะออกมาเคลื่อนไหว ให้ยุติการแสดงออกเพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงของ มรภ.อุตรดิตถ์ ที่มีข่าวค่อนข้างติดลบทางสื่อทุกวัน รวมถึงกรณีของคุณสมบัติของนายเรืองเดชซึ่งอยู่ระหว่างการฟ้องศาลปกครอง ก็ควรต้องรอจนกว่าจะมีการชี้ขาดจากระดับกระทรวงหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา” แหล่งข่าวกล่าว

