‘เข้าใจ-เข้าถึง’ ศาสตร์พระราชา ในการพัฒนาการสอนภาษาไทย

6.10.18 | 01:21 น.

“มติชน มติครู” ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ได้กล่าวถึง “การพัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยด้วยศาสตร์พระราชา สำหรับช่วงชั้นที่ 2” โดยใช้หลักการเข้าใจเข้าถึง และพัฒนา ซึ่งประยุกต์ได้เป็น 2 นวัตกรรม ดังนี้

1.นวัตกรรมเบื้องต้น ใช้กิจกรรมการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน เป็นกระบวนการขับเคลื่อนในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย

2.นวัตกรรมพื้นฐาน ใช้กิจกรรมการเขียนบันทึกประจำวัน เพื่อเพิ่มทักษะการอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูดภาษาไทย

1.นวัตกรรมเบื้องต้น

1.1 กิจกรรมทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) : เป็นการตรวจสอบความรู้ของผู้เรียน ก่อนที่ครูจะทำการสอน โดยตั้งสมมติฐานว่านักเรียนแต่ละคนมีความรู้ที่แตกต่าง รู้เรื่องใด ขาดเรื่องใด เพราะเหตุใด และภาพรวมเป็นอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้ครูสามารถวางแผนการสอนได้อย่างถูกต้อง นักเรียนจะได้รับความรู้ครบทุกสาระ ในขณะเดียวกันครูก็จะสามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างหลากหลาย ดังนั้น กระบวนการทดสอบดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต่อครูผู้สอน คล้ายกับการตรวจอาการผู้ป่วยก่อนการรักษาของแพทย์ ในส่วนของนักเรียนก็จะทราบว่า ตนเองมีความรู้ระดับใด เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อน ทำให้นักเรียนรู้จักตนเองมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความขยันหมั่นเพียร และตั้งใจเรียนมากขึ้น

Advertisement

1.2 กิจกรรมการทดสอบหลังเรียน (Post-test) : เป็นการประเมินผลหลังจากการเรียนของนักเรียน และการสอนของครู ผลที่ได้จากการประเมินจะช่วยให้ครูผู้สอนได้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) สำหรับการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาการสอนอย่างต่อเนื่อง และคะแนนจากการประเมินผลจะช่วยให้นักเรียนทราบแนวทาง การปรับปรุงแก้ไขการเรียนครั้งต่อไป

ดังนั้น กิจกรรมการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน จึงเป็นนวัตกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยตามศาสตร์พระราชาที่ว่าด้วย “การเข้าใจเข้าถึงและพัฒนา”

2.นวัตกรรมพื้นฐาน

กิจกรรมการเขียนบันทึกประจำวัน เป็นกระบวนการสื่อสารโดยการเขียนเล่าเรื่องต่างๆ ที่นักเรียนได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน หรือได้พบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้ครูผู้สอนทราบ ซึ่งการเขียนเล่าเรื่องเหล่านั้น นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองได้อย่างอิสระ เมื่อครูอ่านแล้วจะเขียนโต้ตอบ แสดงความคิดเห็นกับนักเรียนทันที และส่งสมุดคืนให้นักเรียนได้นำกลับไปเขียนบันทึกใหม่ เพื่อส่งครูอีกในวันรุ่งขึ้น

กิจกรรมนี้ มีลักษณะคล้ายกับการสนทนาของครู และนักเรียนผ่านทางไลน์ (Line) หรือทางเฟซบุ๊ก (Facebook) ทั้งครู และนักเรียนต่างมีความสุข สนุกสนานกับการโต้ตอบ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของกิจกรรมการเขียนบันทึกประจำวัน คือต้องการให้นักเรียนอ่านออก เขียนเป็น ดูเป็น ฟังเป็น แสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์เรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้นักเรียนมีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ มีวินัย มีความขยันหมั่นเพียร เป็นคนตรงต่อเวลา และรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

จากการศึกษาวิเคราะห์กิจกรรมการเขียนบันทึกประจำวันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า เป้าหมาย และวัตถุประสงค์บรรลุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทุกประการ และส่งผลต่อนักเรียน ดังนี้

1.นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตจริงจากประสบการณ์ตรง ช่วยสร้างคุณลักษณะ และนิสัยที่ดีแก่นักเรียน ร้อยละ 93.24

2.นักเรียนได้รับการฝึกทักษะด้านการสะกดคำในการเขียน และการอ่าน ส่งผลให้นักเรียนอ่าน และเขียนภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง ร้อยละ 91.30

3.เป็นกิจกรรมที่สามารถสื่อสารความเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ร้อยละ 79.23

4.เป็นกิจกรรมที่ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะด้านการเขียน เรียบเรียงถ้อยคำเป็นความเรียง หรือเป็นเรื่องราวได้ ส่งผลให้เขียนเรียงความได้ดี ร้อยละ 70.05

ดังนั้น กิจกรรมการเขียนบันทึกประจำวัน จึงเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนสำหรับการเพิ่มพูนทักษะการอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูดภาษาไทย โดยยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง มีครู และผู้ปกครอง สนับสนุน และให้กำลังใจอยู่เบื้องหลัง สอดคล้องกับศาสตร์พระราชาที่ว่าด้วย “การระเบิดจากข้างใน”

จรวยพร เลิศสุชาตวนิช
โรงเรียนอนุบาลราชบุรี