‘เจ้าคุณประสาร’ เปิดใจอำลา ‘รก.ผอ.วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด’

2.10.18 | 16:34 น.

พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)  เปิดเผยถึงกรณีที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มีผลเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 ว่า อาตมาได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากอธิการบดีให้ไปดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดมีผลตั้งวันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นมา ตลอดเวลาที่ไปดำรงตำแหน่ง อาตมารู้อยู่ตลอดเวลาว่าสถานการณ์ทั่วไปของที่นั่นเป็นอย่างไร มีหลายท่านบอกว่าไปเถอะดีแล้ว หลายท่านบอกว่าอย่าเลย เป็นกรรมการดีกว่า อย่าไปร่วมเป็นนักมวยกับเขาเลย(ซึ่งสถานการณ์จริงๆ แล้วไม่มีอะไรขนาดนั้นอยู่กันฉันพี่น้องเป็นเพียงสำนวนโวหารเท่านั้น) อาตมาได้รับปากแล้วว่าจะไป ก็เดินหน้าตามที่ได้รับปากไว้

พระเมธีธรรมาจารย์  กล่าวต่อว่า อาตมาไปอาตมาไม่ใช่คนเก่งกาจสามารถอะไร เป็นพระธรรมดาๆ ลูกชาวบ้านรูปหนึ่ง แต่ก็มีเป้าหมายที่สัญญาไว้กับตัวเองว่า 1.ต้องอดทนให้มากเพราะเราไปในดินแดนใหม่ ไปตัวคนเดียว ไม่มีใครตามไปด้วยเลย 2.วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดต้องตั้งหลักที่แผน ถ้าไม่มีแผนพัฒนางานในด้านต่างๆ พวกเราก็เดินไปแบบไร้ทิศทาง ไม่มีเป้าหมาย และที่สำคัญคือจะทำให้ไม่ผ่านการประเมินในการประกันคุณภาพการศึกษา 3.ให้ทุกคนในองคาพยพนี้มีที่ยืนที่มั่นคงถาวร ที่ทำงานเป็นบ้านหลังที่สอง ทุกรูป ทุกคนต้องมีส่วนสำคัญของบ้านหลังนี้ ทุกท่านต้องมีหลักประกันที่มั่นคง มีเกียรติมีศักดิ์ศรีทั้งในวัด ครอบครัวและสังคม 4. มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน เมื่อมีความมั่นคงในงานที่ทำแล้ว ก็เกิดความมั่นใจ ไม่หวั่นไหวแล้วจากนั้นทุกท่านก็ต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเพื่อพัฒนาองค์กรของเราให้เจริญก้าวหน้า สนองตอบพระราชปณิธานของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 พระองค์ผู้ทรงสถาปนามหาวิทยาลัย เช่น สายวิชาการก็พัฒนาทำผลงานเป็น ผศ.รศ. และศ.ตามลำดับต่อไป (รวมทั้งอาจารย์พิเศษด้วย) สายปฎิบัติการวิชาชีพก็ต้องพัฒนาเป็นเชี่ยวชาญ เชี่ยวชาญพิเศษ ต่อไป

พระเมธีธรรมาจารย์  กล่าวต่อว่า 5. มีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือในด้านการเรียนการสอน สามารถวัดผลได้ อย่าลืมว่าเราเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ จัดการศึกษาในส่วนภูมิภาคเป็นระดับวิทยาลัยสงฆ์ประกาศเป็นส่วนงานในราชกิจจานุเบกษา ผู้สอนหรือผู้บรรยายต้องมีความรู้ความสามารถและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาทั้งด้านความรู้ บุคลิกภาพ การวางตัว การนุ่งห่ม การแต่งกาย โลกใบนี้ กว้างใหญ่ ก้าวไกล แต่แคบลง ความรู้และวิทยาการใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา อาจารย์ที่ทำการสอนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ต้องพัฒนาความรู้ของตนเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ให้มีความรู้ ความสามรถ มีคุณภาพทั้งในระดับปัจเจกและขีดความสามรถในการแข่งขัน แต่ถ้าเราไม่พัฒนาตนเองเสียแล้วลูกศิษย์เราก็ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเรียน เขานั่งเปิดคอมพิวเตอร์ดูที่บ้านยังได้ความรู้มากกว่า 6.คุณภาพของบัณฑิตที่ผลิตออกไป บัณทิตที่ผลิตออกไปต้องใกล้เคียงอย่างยิ่งกับคุณลักษณะในนวลักษณ์ 9 ประการของนิสิต มจร นิสิตและบัณฑิตของเราเป็นอย่างไร พอใจกันใหม ลองคิดและตรึกตรองกันดู คุณภาพของนิสิตคือคุณภาพของอาจารย์ ดูลูกศิษย์ทะลุไปถึงอาจารย์ผู้สอน

พระเมธีธรรมาจารย์  กล่าวด้วยว่า 7.งบประมาณในการบริหารจัดงาน แม้เราจะได้รับงบประมาณจากรัฐตามกรอบของกฎหมายก็ตาม แต่แน่นอนย่อมไม่เพียงพอต่อภาระคน ภาระงานที่มีอยู่ ข้อนี้เห็นตรงกันชัดเจน พวกเราจะช่วยกันคิด ช่วยกันอ่าน ช่วยกันหาอย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ภาระของ ผอ.หรือรอง ผอ. แต่เป็นภาระของทุกคนบนเรือลำนี้แน่นอน 8.การประกันคุณภาพการศึกษา ต้องมีเป้าหมาย ต้องวางแผนและทำงานเป็นทีมเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นๆอย่างชัดเจน 9.ความสามัคคี ปรองดอง เรื่องนี้สำคัญมาก พระเดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต บอกย้ำไว้เลยในวันทีพระเดชพระคุณลุกออกจากตำแหน่งอธิการบดี ว่า “สามัคคีช่วยสร้างมหาจุฬาฯ” พวกเราต้องจำให้ขึ้นใจ สามัคคีช่วยสร้างวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด การแตกแยกเป็นกลุ่มเป็นก๊ก นินทาว่าร้าย หักหลังหรือคอยเหยียบย่ำทับถมกัน มีทัศนคติที่คับแคบ หยุมยิ๋ม มองโลกด้านลบ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่จะกัดกร่อนตนเองและองค์กรทั้งสิ้น

พระเมธีธรรมาจารย์  กล่าวด้วยว่า อาตมาไปอยู่ที่นั่น (วส.ร้อยเอ็ด) ได้ใช้ความอดทนส่วนตัวเพื่อจะนำพาตัวชี้วัดความสำเร็จ 7-8 ข้อดังกล่าวมาให้เพื่อจะไปให้ถึงฝันหรือเป้าหมายที่วางไว้ แน่นอนอาตมายอมรับว่าระยะเวลาสั้นๆ นี้ (1 ตค.60 – 31 มีค.61) ย่อมขับเคลื่อนอะไรต่อมิอะไรไปได้ไม่มากนัก แต่ภาพรวมแล้วถ้าถามอาตมาก็คงตอบได้ว่า พอใจ การไปดำรงตำแหน่งที่นั่นได้บอกไว้กับประชาคมตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า มีห้วงระยะเวลา พอถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 อาตมาก็กลับ มจร ส่วนกลางและดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีแต่เพียงตำแหน่งเดียว ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวใดๆกับภารกิจของวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดอีกเลย แม้หลายท่านหลายคนจะท้วงติงว่า ตามกฎหมายแล้วยังคงดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีควบกับ รก.ผอ.วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด อยู่เหมือนเดิม

Advertisement

พระเมธีธรรมาจารย์  กล่าวว่า งานที่วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดมีทั้งบรรลุเป้าหมาย กำลังบรรลุเป้าหมายและที่เดินไปไม่ถึงดังกล่าวแล้วในตอนต้น จะด้วยเพราะตัวแปรหลายอย่างหลายประการก็ตาม แต่โดยรวมแล้วในส่วนตัวก็มีความสุข ไม่ทุกข์ ไม่เก็บกด อะไรต่อมิอะไรที่มันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านเลยไปตามกฎธรรมชาติ ตามหลักพระพุทธศาสนา สบายๆ ไม่กังวลใจอะไรทั้งสิ้น ที่ผ่านมาในบางครั้งก็มีการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอาตมาอยู่บ้าง เช่น สีเสื้อ แกนนำม็อบและอื่นๆ แต่ก็ไม่ใส่ใจอะไร เพราะรู้อยู่ว่าเป็นการพูดหยอกล้อกันเล่นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และแน่นอนการทำงานในช่วง 6 เดือนที่แล้วมานั้น ย่อมมีคนที่ถูกใจและขัดใจอยู่บ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นเรื่องของการบริหารการจัดการเพื่อส่วนรวมตามสไตล์การบริหารของแต่ละคน แต่ยืนยันได้ว่ามิใช่เป็นวาระส่วนตัวแน่นอน

พระเมธีธรรมาจารย์  กล่าวด้วยว่า วันนี้วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดได้ผลัดใบ เปลี่ยนแปลง เพราะมีผู้บริหารชุดใหม่ตั้งแต่ รักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ลงไปจนถึงผู้บริหารในทุกระดับ ที่ผ่านมาอาตมา พยายามจะพูดถึงให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ(ปกติก็ไม่มีอยู่แล้ว) แต่วันนี้วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดมีผู้บริหารชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว จึงถือโอกาสนี้แสดงมุทิตาจิตต่อทุกท่านและบอกความในใจเล็กๆน้อยๆในฐานะพี่น้ององค์กรเดียวกันให้ประชาคมวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดและคณะสงฆ์จังหวัดร้อยเอ็ดให้ทราบและขอถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารบางส่วนเล็กน้อยนี้ไปสู่ผู้บริหารยุคปัจจุบันเผื่อว่าจะมีประโยชน์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย
จากใจอาตมา ขอฝากคำอำลาและส่งความปรารถนาดีมายัง ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิต นักศึกษาและผู้มีอุปการคุณต่อวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ดทุกท่าน ทุกคน รวมทั้งพระเถระผู้ใหญ่ เจ้าคณะพระสังฆาธิการ พระสงฆ์สามเณรจังหวัดร้อยเอ็ดทุกระดับชั้น มีโอกาสผมจะไปกราบถวายความเคารพด้วยตนเองเหมือนคราวที่เดินสายไปกราบพระเถระทั่วจังหวัด ขอปวารณาว่ามีอะไรในฐานะรองอธิการบดีส่วนกลางที่จะทำให้ได้ก็ยินดีรับใช้เหมือนเดิมทุกประการครับ