คนไทยเก่าสุด มีครั้งแรกยุคอยุธยา -: ไทย, คนไทย, เมืองไทย, เก่าสุดอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง (ศูนย์กลางอยู่อยุธยา ไม่พบที่อื่น) หลักฐานเก่าสุดพบขณะนี้ราวหลัง พ.ศ.2000 ในสมุทรโฆษคำฉันท์ กับจดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ (อาจมีก่อนแล้วแต่ไม่พบหลักฐาน) ไม่มีชื่อ ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย เพราะไทยเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ได้ชื่อจากประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง (เช่นคำว่า ไต- ไท แต่ไม่มีเชื้อชาติซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์) จึงไม่มีชนชาติไทย เชื้อชาติไทย
ไทยอยุธยามาจาก “ลาว” -: คนไทยในอยุธยาบอก (ลา ลูแบร์) ว่าตนเป็นคนไทยน้อย (ปัจจุบันคือลาว) และยังมีคนอีกพวกหนึ่งเป็นไทยใหญ่ (ปัจจุบันอยู่ลุ่มน้ำสาละวิน ในพม่า)…
[ลาว แปลว่า คน แต่มิใช่คนทั่วๆ ไป หากหมายถึง คนเป็น “นาย” คนเป็นหัวหน้า ที่ได้รับยกย่องว่ามีฐานะทางสังคมสูงกว่า, ดีกว่า, เหนือกว่าคนอื่น เช่น ลาวจก หมายถึงผู้เป็นใหญ่มี”จอบ”) “จอบ” เป็นเครื่องมือขุดดิน ทำด้วยเหล็ก นับเป็นเทคโนโลยีชั้นสูงก้าวหน้ามากเมื่อ 2,500 ปี ที่ผ่านมาคนทั่วไปไม่มี “จอบ” เป็นของตนเอง ต้องระดับหัวหน้าเผ่าพันธุ์เท่านั้นจึงมีได้) เป็นชื่อเรียกบรรพชนผู้เป็นใหญ่ของล้านนา ยุคเริ่มแรก ลาวในชื่อ ลาวจก เทียบเท่าคำว่า “ขุน” ในรัฐภาคกลาง (เช่น สุโขทัย) หมายถึง กษัตริย์, พระราชา] (ที่มา: สุจิตต์ วงษ์เทศ “สุวรรณภูมิในอาเซียน” นสพ.มติชนรายวัน 2 สิงหาคม 2561 น.13)
งานวิจัย 10 ชาติพันธุ์แม่สาย..บอกอะไร
อ่านข้อเขียนเชิงวิชาการ ของ “สุจิตต์ วงษ์เทศ” นี้จบ ทำให้นึกถึงงานวิจัยของ ผศ.ดร.เลหล้า ตรีเอกานุกูล รองคณบดีสำนักวิชาสังคมมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มร.ชร.) พร้อมด้วย ดร.จันจิรา วิชัย ได้วิจัยเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่างๆ 10 ชาติพันธุ์ในเขตเศรษฐกิจชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เรื่อง *”อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในกระแสสังคมพหุวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย”* รวมทั้ง อาจารย์อีกหลายคนที่วิจัยในลักษณะคล้ายๆ กันในแก่นเรื่องที่ใกล้เคียงกัน
กลุ่มเป้าหมายที่ทำวิจัยทั้งหมดมี 10 ชาติพันธุ์ที่อาศัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อ.แม่สาย ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ อาข่า ลาหู่ ลัวะ ดาราอ้าง ไท-ยวน ไทเขิน ไทใหญ่ ไทลื้อ ไตหย่า และจีนยูนนาน
คณะผู้วิจัยประวัติความเป็นมา พบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ 10 ชาติพันธุ์ ก่อนอพยพมาอยู่ที่ อ.แม่สาย ที่มีถิ่นฐานเดิมในจีนก่อน ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์อีก 2 กลุ่ม ที่มีถิ่นฐานเดิมในเมียนมา ไทใหญ่ และไทเขิน และอีก 1 กลุ่ม คือชาติพันธุ์ไท-ยวน คือคนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อยู่ในล้านนา ด้านวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในด้านภาษา พบว่าส่วนใหญ่มีภาษาพูด แต่ไม่มีภาษาเขียน ยังคงรับประทานอาหารประจำชาติพันธุ์ของตน มีการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์แต่ละชนเผ่าชัดเจน
ข้อสรุปที่น่าสนใจ ของ อ.ดนิตา มาตา และคณะ อยู่ตรงที่ชาติพันธุ์ต่างๆ เหล่านี้กลายเป็น “นักการทูตภาคประชาชน” ที่ใช้เครือข่ายญาติธรรมจาก 10 กลุ่มชาติพันธุ์ ช่วยเหลืองานด้านการทูตของรัฐบาลไทยอีกด้วยแบบธรรมชาติแท้ๆ อย่างไม่เป็นทางการ โดยอาศัยด้านความเป็นเครือญาติที่สืบสายโลหิตมาจากชาติพันธุ์ และชนเผ่าเดียวกัน ยิ่งพูดคุยกันรู้เรื่องดีกว่า ดั่งทีมวิจัยยกตัวอย่างให้เห็นเช่น “ชาวไทลื้อ” ได้เชื่อมโยงเครือข่ายกับชาวไทลื้อในต่างประเทศ ทั้งในจีน ลาว เวียดนาม เมียนมา สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา เป็นการสร้างเครือข่ายทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดนรัฐชาติ ซึ่งสอดคล้องกับการนิยามคำว่า “การทูตภาคประชาชน” โดยประชาชนเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีในเรื่องต่างๆ ระหว่างประเทศด้วย…จะเห็นว่าไม่สำคัญเฉพาะหน่วยงาน และกระทรวงที่เกี่ยวข้องเรื่องการทูตของรัฐบาลเท่านั้น..การทูตภาคประชาชนก็สำคัญยิ่ง

“วันชนเผ่าฯ” ทำให้ทุกคนเท่าเทียม
สหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี เป็น *”วันสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก”* ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา เพื่อให้ประชาคมโลกเห็นถึงความสำคัญของการยอมรับ ส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีประชากรประมาณ 370 ล้านคน อาศัยอยู่ใน 70 ประเทศทั่วโลก โดยประชากร 2 ใน 3 อยู่ในทวีปเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ
ที่ มร.ชร.เมื่อไม่นานมานี้ มีงาน “วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” ประจำปี 2561 ภายใต้แก่นเรื่อง “วิถีชนเผ่าพื้นเมือง 4.0 สู่สังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน” มี ผศ.ดร.ศรชัย มุ่งไธสง อธิการบดี ลงนามความร่วมมือด้านต่างๆ ทั้งคณบดีสำนักวิชาสังคมศาสตร์ มร.ชร.กับองค์กรที่จัดงานทั้งสิ้น 68 องค์กร รวมทั้ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านต่างๆ และให้ความสำคัญต่อด้านสิทธิมนุษยชน ผู้สนับสนุนหลักเป็นองค์กรจากสหภาพยุโรป มีตัวแทนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยมาร่วมงานนี้ 38 ชาติพันธุ์ รวม 1,561 คน ยิ่งเด่นชัดในความเท่าเทียมกันของความเป็น “มนุษย์” ด้วยกัน รับผิดชอบประสานการจัดโดยสมาคมศูนย์รวมการศึกษาฯ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่
ขณะเดียวกันเรื่องนี้ยังมีกฏหมายระบุไว้ชัดเจนเรื่องความเท่าเทียมกัน ดังนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 70 ระบุว่า “รัฐพึงให้การสนับสนุนและคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย…”

วันนั้น ผู้ร่วมงานเห็นบรรยากาศที่น่าตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจ ที่ได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตาแต่งกายประจำชาติพันธุ์ชนเผ่าของตนเองอันเป็นเอกลักษณ์ที่งดงามยิ่ง การออกร้านขายสินค้า และผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหารท้องถิ่นของตนเองที่หลากหลายมีให้เลือกแบบแปลกๆ รวมทั้ง นิทรรศการทางวิชาการ หลายชาติพันธุ์ชนเผ่าเราได้ยินแต่ชื่อผ่านสื่อมวลชน เช่น ชนเผ่า มานิ (ซาไก) มอแกน อูรักละโว้ย ไทยแสก ไทยโย้ย ลาวครั่ง ลาวกา ลเวือะ ญัฮกุร ฯลฯ เป็นต้น และนำอาหารที่เป็นวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตตนเองแต่ละชนเผ่ามาโชว์ด้วย
ข้อสำคัญต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเรา มีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองกระจายอยู่ในทั่วทุกภูมิภาค และยังคงดำรงสืบทอดเอกลักษณ์ทางภาษา วิถีภูมิปัญญา จารีตประเพณีอันมีคุณค่า ในฐานะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายของกลุ่ม นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของไทย รวมทั้ง เป็นเสน่ห์ และสีสัน สร้างมูลค่าเพิ่ม หลายจังหวัดยังนำมาเป็น “จุดขาย” ของการท่องเที่ยวในท้องถิ่นแต่ละจังหวัดของไทยด้วย
เราต่างก็คือ “คนไทย” รัก-สามัคคียิ่งใหญ่
ไม่ว่าใครจะเป็นมนุษย์ชาติพันธุ์ และชนเผ่าใดๆ ทุกคนก็ได้ชื่อว่าเป็น “คนไทย” ที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารเดียวกัน และกฏหมายแห่งรัฐธรรมนูญเดียวกัน…ต่างก็มีความจงรักภักดีต่อแผ่นดินแผ่นน้ำ ชายขอบ ชายป่าที่อาศัย… ด้วยใจ และกายที่เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ทุกคน เมื่อมาอยู่ในผืนดินแห่งราชอาณาจักรไทยที่อุดมสมบูรณ์ และสงบร่มเย็นแห่งนี้แล้ว..เราจึงมีต้องจิตสำนึกรัก และเทิดทูนแผ่นดินนี้ให้แม่มั่นยั่งยืน
อีกทั้ง ต้องตระหนักในเรื่อง “ความรัก สมัครสมานสามัคคี” ประสานประโยชน์ซึ่งกันและกันเป็นที่ตั้ง เพื่อให้แผ่นดินไทยเรางดงามด้วยกัน เชื่อแน่ว่ายากจะหาแผ่นดิน แผ่นฟ้า ชายป่า ชายเขา ท้องทะเล และริมธารใดจะสงบสุขร่มเย็นยิ่งกว่าแผ่นดินไทยนี้…คงไม่มีอีกแล้ว
“มร.ชร.” เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ที่ดำเนินรอยตาม “ศาสตร์ของพระราชา” รัชกาลที่ 9 และพระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาท้องถิ่น และสิทธิที่เท่าเทียมกันของประชาชนในทุกๆ เรื่อง..ไม่ว่าเรา-ท่านจะเป็นคนชาติพันธุ์และชนเผ่าใด..หากมีสิทธิตามกฎหมาย เพราะเราก็ไทยเหมือนกัน..ที่สุด…เราต่างก็มีหัวใจ และจิตวิญญาณ..รักถิ่นฐาน และผืนแผ่นดินที่อาศัยเป็นที่ตั้ง..ทั้งมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างสรรค์แผ่นดินที่อาศัยให้มั่นคง..และงดงาม..!!



