เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณี ที่ประชุม กพฐ. ได้เห็นชอบหลักเกณฑ์การการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2562 ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า สพฐ. ได้ยกร่างปฏิทินการรับนักเรียนของสถานศึกษา สังกัด สพฐ.ปีการศึกษา 2562 เสร็จแล้ว โดยให้โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นำร่องดำเนินการสอบคัดเลือกก่อนโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่การรับสมัครจะอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่ได้มีข้อห้ามไม่ให้เด็กสมัครสอบ 2 ที่ หากนักเรียนรู้ผลสอบแล้วว่าตนไม่ติด จึงค่อยสอบรอบสองในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงต่อไป โดยตนจะนำร่างปฏิทินดังกล่าว เสนอ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ(ศธ.) ว่าจะให้ศึกษาผลดี ผลกระทบในประเด็นใดเพิ่มเติมหรือไม่ และจะมีการประกาศปฏิทินในเร็วๆ นี้ เพื่อให้โรงเรียนเตรียมดำเนินการรับสมัคร หากไม่มีอะไรติดขัดคาดว่าจะประกาศได้ในสัปดาห์นี้
“หลักการการรับสมัครนักเรียน ปีการศึกษา 2562 จะกระจายอำนาจให้โรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เพื่อให้ปัญหามาที่ส่วนกลางน้อยลง หากเกิดปัญหาให้เขตพื้นที่ฯ และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ตัดสินใจร่วมกัน โดยใช้โรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาในการตัดสินใจ แต่หลักใหญ่ต้องไม่มีการเรียกรับเงิน ต้องไม่มีเด็กฝาก ไม่มีแป๊ะเจี๊ยะอย่างเด็ดขาด ถ้าเกิดเรื่องจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด การรับนักเรียนปีที่แล้วถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว ดังนั้น ปีนี้จะเป็นปีที่สร้างความยั่งยืนให้กับวัฒนธรรมของประเทศ ส่วนการประกาศรายชื่อสำรอง ถือเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการฝาก โดยไม่เป็นไปตามลำดับที่ที่ตนเองสอบได้ ดังนั้น ถ้าเก้าอี้ว่างลงจากการที่คนสละสิทธิ์ เด็กต้องได้สิทธิ์ในตามลำดับที่สอบได้ ส่วนหลักเกณฑ์การรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษก็ยังคงเป็นไปตามเดิม”นายบุญรักษ์ กล่าว
นายบุญรักษ์ กล่าวต่อว่า เร็วๆนี้ สพฐ.จะเชิญผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เข้ามาหารือถึงการรับสมัครสอบคัดเลือกเด็ก จะมีค่าใช้จ่ายอะไรหรือไม่ หากมีจะขอโรงเรียนสนับสนุน นักเรียนที่โรงเรียนรับรองว่าเรียนดีและครอบครัวถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้หรือไม่
“ส่วนการขยายจำนวนนักเรียนต่อห้องชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 เพิ่มได้อีกไม่เกิน 5 คนนั้น ให้โรงเรียนตัดสินใจตามความจำเป็น สพฐ.จะไปบังคับไม่ได้ ถ้าโรงเรียนจะเน้นคุณภาพไม่ขยายห้องยึดที่ 40 คนต่อห้องก็ได้ แต่ถ้าโรงเรียนจะขยายก็ต้องดูว่าภาระครูจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ภาระจำนวนชั่วโมงที่สอนห้องเรียน สาธารณูปโภคอื่นๆต้องเพิ่มหรือไม่ ถ้าโรงเรียนสามารถรับและจัดการได้ก็จบ แต่ต้องอยู่บนเงื่อนต้องไม่เรียกรับผลประโยชน์ หรือสิ่งใดตอบแทน เช่น ซื้อโต๊ะ เก้าอี้ พัดลม เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น” นายบุญรักษ์ กล่าว

