ต้นกำเนิดขององค์การค้า เดิมชื่อองค์การค้าของคุรุสภา ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2493 วัตถุประสงค์หลัก เพื่อจัดหาผลประโยชน์ให้แก่คุรุสภา และเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การศึกษา
ก่อนหน้านั้น มีร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ เป็นร้านค้าเล็กๆ 2 คูหา รวมอยู่กับร้านไทยภัตต์และร้านอัมพร สังกัด ศธ. ภายในอาคาร 9 ถนนราชดำเนินกลาง เปิดดำเนินการครั้งแรกพร้อมกับการเปิดถนนราชดำเนินกลางที่ปรับปรุงใหม่ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 ที่รัฐบาลสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและสร้างอาคารทันสมัยขึ้นเหมือนๆ กันทั้งสองฝั่งของถนนราชดำเนินกลาง เป็นร้านจำหน่ายหนังสือเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การศึกษา มี พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ในขณะนั้นเป็นผู้จัดการคนแรก
จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2487 กรมอาชีวศึกษาซึ่งมีโรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช และที่บางลำพู การดำเนินกิจการไม่ประสบความสำเร็จ คุรุสภาจึงรับโอนกิจการทั้งสองแห่งนี้มา และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพิมพ์คุรุสภา
ธุรกิจอีกอย่างหนึ่งร้านศึกษาภัณฑ์ ในช่วงเริ่มต้น คือ การตัดเสื้อผ้าเครื่องแบบนักเรียน เมื่อเริ่มต้นมีจักรอยู่เพียง 20 ตัว ก่อนขยายกิจการไปเรื่อยๆ จนสามารถผลิตเครื่องแบบนักเรียนสำเร็จรูปในระบบงานอุตสาหกรรมได้และผลิตเครื่องแบบนักเรียนทุกประเภท รวมทั้งเครื่องแบบลูกเสือ อนุกาชาด และผลิตธงชาติ ธงต่างๆ ซึ่งโรงเรียนและหน่วยราชการต้องการ รวมทั้งขยายกิจการจนผลิตกระเป๋านักเรียนได้ โดยตั้งโรงงานที่ถนนราชบพิธ แทนกิจการโรงพิมพ์ซึ่งย้ายไปรวมที่ลาดพร้าว
องค์การค้าของคุรุสภาไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล มีภารกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาคือ การพิมพ์ตำราเรียน สื่อการเรียน การผลิตอุปกรณ์การศึกษา การค้าขาย และการบริการธุรกิจ
ต่อมา พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 บัญญัติให้มีหน่วยงานนิติบุคคลในกำกับของ ศธ. 2 หน่วยงาน คือ คุรุสภา เป็นสภาวิชาชีพของครูและบุคลากรทางการศึกษา และ สกสค. เป็นหน่วยงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูและบุคลากรทางการศึกษา องค์การค้าของคุรุสภา จึงถูกโอนย้ายไปขึ้นกับ สกสค. และเปลี่ยนชื่อเป็น องค์การค้า ของ สกสค. จนถึงปัจจุบัน
ความเป็นมาขององค์การค้านี้ มีปัญหาเรื้อรังมานานกับการทุจริตที่เกิดขึ้น ล่าสุดสั่นสะเทือนวงการครูอีกครั้ง เมื่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตั้ง อรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ. ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. มอบหมายงานสำคัญ ให้จับมือกับ วีระกุล อรัณยะนาค ผู้ตรวจราชการ ศธ. ในฐานะปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สกสค.เดินหน้าสางปัญหาต่างๆ ภายในองค์การค้า
เริ่มตั้งแต่หาช่องทางเพิ่มรายได้ หลังสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) หั่นโควต้าลิขสิทธิ์หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ที่ สสวท.เป็นผู้แต่งลงเหลือ 70% ทำให้กำไรที่องค์การค้า ที่เคยได้รับในแต่ละปีหายไปเหนาะๆ กว่า 200 ล้านบาท
แต่ปัญหาการลดโควต้าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียนของ สสวท. เป็นเพียงส่วนหนึ่ง เป้าหมายสำคัญที่ศธ. พยายามทำมาตลอดคือ การยกเครื่ององค์การค้า ครั้งใหญ่ แก้ปัญหาขาดทุนสะสมและสะสางหนี้กองโตที่พอกพูนหลายพันล้านบาท ซึ่งมีข้อครหามาตลอดว่าเหตุจากการทุจริต ถึงขั้นมีข่าวว่า ศธ.เตรียมแผนยุบองค์การค้าไว้แล้ว!!
ล่าสุด พล.อ.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ. ยอมรับว่า ช่วงแรกมีแผนยุบองค์การค้า จริง แต่เมื่อดูบริบทการทำงาน และทีมงานที่เข้าไปสร้างระบบใหม่ และทรัพย์สินขององค์การค้า ซึ่งอยู่กับวงการครูมานาน จึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่องค์การค้า จะหายไปจากวงการศึกษา ดังนั้นความคิดเรื่องยุบจึงล้มเลิกไป !!
สถานะทางการเงินขององค์การค้า ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้ามายึดอำนาจ มียอดหนี้ ประมาณ 7,000 ล้านบาท ปี 2560 เหลือหนี้ประมาณ 3,900 ล้านบาท ค่าลิขสิทธิ์ ประมาณ 260 ล้านบาท ค่ากระดาษ 514 ล้านบาท ค่าจ้างพิมพ์ 840 ล้านบาท
หนี้กับบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด ซึ่งฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการฝากขายหนังสือเรียนกับองค์การค้า จำนวน 1,081 ล้านบาท ทางองค์การค้า ชำระให้บริษัทล็อกซเล่ย์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 120 ล้านบาท และต้องชำระให้อีกเดือนละ 5 ล้าน ต่อเนื่อง 6 ปี
เจ้าหนี้ทางการค้า 55 ล้านบาท และหนี้ธนาคารต่างๆ รวม 886 ล้านบาท แบ่งเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ 220 ล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 255 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ 131 ล้านบาท และธนาคารกรุงไทย 280 ล้านบาท โดยเสียดอกเบี้ยประมาณ 5 ล้านบาทต่อเดือน
แต่องค์การค้า ยังมีลูกหนี้ประมาณ 817 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกหนี้ที่ชำระหนี้แล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อออกใบเสร็จ 176 ล้านบาท ลูกหนี้ค้างเก่า 17 ล้านบาท ลูกหนี้ที่ฝ่ายกฎหมายดำเนินคดี 71 ล้านบาท และลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างติดตามเก็บเงิน 551 ล้านบาท ขณะที่เงินฝากในบัญชีขององค์การค้า ยอด ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2561 เหลือเพียง 58.86 ล้านบาท
จากตัวเลขเห็นได้ว่า สถานะทางการเงินขององค์การค้า ย่ำแย่พอควร
แผนยกเครื่ององค์การค้า ครั้งใหญ่ จึงเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่สางหนี้ ลดรายจ่าย หาเงินเข้าองค์กร
ไล่ตั้งแต่ แก้ปัญหาอัตรากำลังคน ซึ่งขณะนี้องค์การค้า มีภาระหนักในการจ่ายเงินเดือนกว่า 45 ล้านบาทต่อเดือน จึงมีแนวทางถ่ายโอนกำลังคนมายัง สกสค. เพื่อลดภาระเรื่องเงินเดือนขององค์การค้า
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกรณีที่ สสวท. ตัดโควต้าการจัดพิมพ์หนังสือเรียนขององค์การค้า เหลือ 70% ทำให้ตัวแทนร้านค้าขอถอนตัวกว่า 90 แห่ง จึงเตรียมยกเลิกสัญญาที่ทำไว้กับตัวแทนร้านค้ากว่า 100 แห่ง ที่ไม่ให้มีการขายข้ามเขต โดยปลดล็อกให้ค้าขายอย่างเสรี
รวมถึงจะพิจารณาเรื่องส่วนลด เดิมจะให้ส่วนลด 27% กับตัวแทนร้านค้าทุกแห่งเท่ากันหมด ต่อไปการให้ส่วนลด จะพิจารณาจากระยะเวลา ถ้าใครมาเร็ว วางเงินมัดจำมากกว่า ก็จะได้ส่วนลดมากกว่ารายอื่น ส่วนจะให้ส่วนลดสูงสุดเท่าไร ยังไม่มีการกำหนดเพดานรวมถึงให้องค์การค้า ไปเน้นผลิตสินค้าอื่นที่นอกจากหนังสือเรียน เช่น อุปกรณ์สะเต็มศึกษา อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างรายได้
ขณะเดียวกันยังสำรวจทรัพย์สินและที่ดิน หากจำเป็นต้องขายก็ต้องทำเพื่อลดภาระดอกเบี้ย โดย สกสค.ให้องค์การค้าไปทำแผนและหาแหล่งเงินกู้สถาบันการเงินที่ต่างๆ โดยให้นำที่ดินและทรัพย์สินขององค์การค้า ไปค้ำประกันเงินกู้ได้
ที่สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ คือ มีแนวคิด ยุบร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ หากร้านใดขาดทุน ก็ให้ยุบเพื่อไม่ให้เป็นภาระ จะเหลือไว้เฉพาะร้านที่ทำกำไร
สมภาส กิจรัตนกาญจน์ กรรมการผู้จัดการ หจก.นิยมศึกษา หนึ่งในตัวแทนร้านค้า รายใหญ่ จ.ลพบุรี สะท้อนปัญหาว่า ส่วนหนึ่งเพราะองค์การค้า เปลี่ยนผู้บริหารหลายครั้ง โดยเฉพาะ 5-6 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนค่อนข้างถี่ และส่วนใหญ่เป็นข้าราชการซึ่งไม่แน่ใจว่ารู่จักระบบขององค์การค้า มากน้อยแค่ไหน
การกำหนดไม่ให้ขายข้ามเขตเพิ่งเกิดขึ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อเสนอของตัวแทนร้านค้า เพื่อให้องค์การค้า กำหนดยอดพิมพ์ได้เพราะรู้ยอดจำหน่ายที่แน่นอน ที่ผ่านมาแม้จะเปิดให้ขายเสรีแต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ค้ารายใหญ่ที่มีเงินมัดจำสูง กับผู้ค้ารายย่อยที่มีทุนไม่มากนัก
ผู้บริหารองค์การค้า แต่ละคนมีแนวคิดในการบริหารไม่เหมือนกัน ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้องค์การค้า พิมพ์หนังสือเรียนไม่ทัน อาจเพราะกระบวนการไม่เหมือนเอกชน ที่สามารถตัดสินใจได้เลยไม่ต้องผ่านบอร์ดเหมือนองค์การค้า เมื่อการพิมพ์ล่าช้า องค์การค้า ขาดสภาพคล่อง มีภาระหนี้หลายพันล้าน
“ยอมรับว่าตัวแทนร้านค้าเองก็ไม่อยากทำธุรกิจกับองค์การค้า เพราะเวลาองค์การค้า ขาดเงินหมุนเวียนในแต่ละปี ร้านค้าต้องวางเงินมัดจำล่วงหน้า ตั้งแต่เดือนตุลาคมเพื่อไปซื้อหนังสือเรียนปีถัดไป ทำให้เกิดการตัดราคา ร้านค้ารายเล็กจำนวนมากต้องปิดกิจการ หากเป็นไปได้ ผมอยากเสนอให้ยกเลิกระบบมัดจำ แล้วเปลี่ยนมาทำแบบซื้อมาขายไป เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ” สมภาสให้ความเห็นและข้อเสนอ
คงต้องจับตาดูว่า แผนยกเครื่ององค์การค้า ของ สกสค.ครั้งนี้จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

