เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร เผยแพร่ข้อเขียนในเฟซบุ๊ก ถึงกรณีการทาสีทองบนสถาปัตยกรรมในวัด ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้ โดยมองว่าเกิดขึ้นบนความสับสน ไร้บทสรุป เนื่องจากแนวคิดการดูแลโบราณสถานตามแนวคิดใหม่ และการทำนุงบำรุงศาสนสถานตามแนวคิดเก่านั้นมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ขอให้ใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นบทเรียน
ดังนี้
ศาสนสถาน/โบราณสถาน
คุณค่าทางศรัทธา คุณค่าทางศิลปกรรม คุณค่าทางประวัติศาสตร์
การเรียนรู้และไม่เรียนรู้ของสังคมไทย
ในสังคมไทย ศาสนสถานซึ่งก่อสร้างด้วยถาวรวัตถุ(อิฐ ปูน หิน) ย่อมเป็นสิ่งที่คงทนตกทอดข้ามยุคสมัยได้ยาวนานกว่าเครื่องไม้ ดังนั้นในปัจจุบันศาสนสถานหลายแห่งที่มีอายุยืนนานกว่า 100 ปี จึงดำรงอยู่ในสถานะของโบราณสถานที่เป็นแหล่งสะสมองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และภูมิปัญญาของยุคสมัยเอาไว้ แม้ว่านิยามความเป็นโบราณสถานในทางการจะไม่ครอบคลุมถึงศาสนสถานเก่าแก่หลายแห่งที่ยังไม่ได้รับการ “ขึ้นทะเบียน” เอาไว้ แต่ก็นับว่าสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
กฏหมายปัจจุบันก็รักษาหลักฐานเหล่านี้เอาไว้โดยนิตินัย ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังไม่มีกฏหมายฉบับใดรักษาสภาพโบราณสถานเหล่านี้เอาไว้ คือคุณค่าทางสุนทรียะของความเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดี
คุณค่าเช่นนี้ ดูขัดแย้งกับจารีตทางวัฒนธรรมของชาวโลกซีกตะวันออกค่อนข้างมากในแง่ที่ต้องการให้ “ศาสนสถาน” สุกปลั่ง สวยงามสมบูรณ์ เพื่อเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ และปลดเปลื้องจากบาปที่หม่นหมอง ด้วยเหตุนี้ “โบราณสถาน” หลายแห่ง (ทั้งที่ขึ้นทะเบียนและไม่ขึ้น) จึงถูกบูรณะขึ้นด้วย “ความรู้สึก” ศรัทธา มากกว่า “ความรู้” “ความเข้าใจ” ที่จะประสานสองสิ่งคือ
-แนวคิดเก่า(ความเป็นศาสนสถานที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม เปล่งประกายแห่งกริยาบุญเจิดจ้า)
กับ
-แนวคิดใหม่(ความเป็นโบราณสถานที่คงความขรึมขลัง เก่าคร่ำ ดูน่าศรัทธายำเกรง)
ปรากฏการณ์วัดสีทองจึงเกิดขึ้นบนความสับสนไร้ข้อสรุปของสังคม เพราะขาดการตกลงกันบนการเรียนรู้วิธีอนุรักษ์โบราณสถานที่เป็นศาสนสถานด้วยกระบวนการอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ
การทาสีทองทึบลงบนอาคารศาสนสถาน อาจถูกใจผู้ศรัทธาที่มุ่งเน้นการสะสมบุญ โดยเน้นปฏิบัติพัฒนาแบบไม่มองเหลียวหลัง ทั้งยังขาดความเข้าใจเรื่องหลักการรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่มาพร้อมกับสุนทรียะของความแท้ในตัวโบราณสถาน
ส่วนฝ่ายคัดค้านและหน่วยงานที่ดูแลมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งมีแนวรบจำกัดเพราะขาดยุทธปัจจัยอันได้แก่งบประมาณและกำลังพลก็ย่อมตามกองทัพบุญไม่ทันทั้งในแง่ยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ การยับยั้งวิธีปฏิสังขรณ์ศาสนสถานเช่นนี้จึงเหมือนย่างเท้าไม่ทันชั่วนกเขาเหิน
ขอให้การทาวัดสีทองที่กลายเป็นประเด็นรับรู้ในสังคมนี้ ได้เป็นกรณีที่ทำให้เกิดการ “เรียนรู้” มากขึ้นในด้านการอนุรักษ์โบราณสถานอย่างกลมกลืนกันระหว่าง “ศรัทธา” กับ “หลักวิชาการ” และ “สุนทรียะ”
อนึ่ง ขอไม่กล่าวถึง “ผลประโยชน์” ที่สังคมไทยยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่ง
ไม่ว่าจะได้มาจากการทำบุญหรือทำบาปก็ตาม

