ผศ.ดร.นันทวัฒน์ อู่ดี คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) เปิดเผยถึงโครงการวิจัยหุ่นจำลองยางพาราสำหรับตรวจสอบความถูกต้องปริมาณรังสีจากการรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคนิคการรักษาสามมิติ ว่า ตน และคณะผู้วิจัย ได้พัฒนาหุ่นจำลองด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติระบบฉีดเส้นพลาสติกที่ภายในบรรจุยางพารา ซึ่งมีความหนาแน่นใกล้เคียงเนื้อเยื่อมนุษย์ เพื่อนำมาใช้ในการเป็นแม่พิมพ์หุ่นจำลอง โดยออกแบบให้หุ่นจำลองมีรูปร่างตามที่ต้องการ สำหรับตรวจสอบปริมาณรังสีก่อนการรักษาผู้ป่วยจริงได้ เพื่อลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้จากการให้ปริมาณรังสีที่ผิดพลาด โดยได้พัฒนาหุ่นจำลองศีรษะก่อน
ผศ.ดร.นันทวัฒน์กล่าวต่อว่า ต่อมาคณะผู้วิจัยพัฒนาหุ่นจำลองศีรษะ และลำคอขนาดมาตรฐานจากน้ำยางพาราธรรมชาติ ประกอบด้วย เนื้อยางพาราสำหรับสร้างแทนเนื้อเยื่อ โพรงอากาศ และแคลเซียมคาร์บอเนตผสมกับเรซินสำหรับสร้างแทนกระดูก ภายในมีช่องสำหรับใส่อุปกรณ์วัดรังสีชนิดไอออไน เซชัน ฟิล์มวัดรังสี และหัววัดรังสีเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ ที่สามารถใช้ได้จริง และเป็นแนวทางในการนำหุ่นจำลองไปประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบค่าปริมาณรังสีในเทคนิคการรักษาขั้นสูงต่อไป เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

“หุ่นจำลองที่สร้างขึ้น สามารถใช้ประเมินค่าปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการวางแผนการรักษาทั้งแบบสองมิติ สามมิติ เทคนิคปรับ ความเข้มรังสี และเทคนิคปรับความเข้มรังสีเชิงปริมาตร ผ่านการทดสอบคุณสมบัติเชิงกลตามมาตรฐานสากลทั้งความคงทนแข็งแรง ความเหนียว ความยืดหยุ่น ความหนาแน่น อายุการใช้งานยาวนาน” ผศ.ดร.นันทวัฒน์ กล่าว
ผศ.ดร.นันทวัฒน์กล่าวอีกว่า งานวิจัยนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 เพื่อพัฒนาสูตรยางพาราให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงเนื้อเยื่อมนุษย์ สำหรับตรวจสอบความถูกต้องปริมาณรังสีจากการรักษามะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก ต่อมาได้พัฒนาหุ่นจำลองศีรษะ และลำคอที่มีโครงสร้างอวัยวะภายในต่างๆ ตามมาตรฐานของผู้ป่วย โดยนำมาใช้งานทดแทนการนำเข้าหุ่นจำลองที่ทำจากพลาสติก และมีต้นทุนสูงกว่างานของเราถึง 10 เท่า ที่สำคัญราคาถูกกว่าต่างประเทศ ปัจจุบันหุ่นจำลองได้ถูกนำไปใช้ที่หน่วยรังสีรักษา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และโรงพยาบาลสกลนครแล้ว ตลอดจนโรงพยาบาล และศูนย์มะเร็งต่างๆ ก็สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โดยใช้ได้ทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งสมอง หรือส่วนต่างๆ ของศีรษะ และลำคอ และในอนาคตจะพัฒนาต่อให้สามารถตรวจผลการ รักษามะเร็งปอด ลำตัวช่วงบน และช่วงล่าง รวมทั้ง การประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคอื่นๆ ด้วย พร้อมทั้งจะขอยื่นจดอนุสิทธิบัตรต่อไป


