หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา ประมูลเช่าที่...

ประมูลเช่าที่ดิน อค.ลาดพร้าวล่ม เหตุไม่มีคนยื่นซองเพราะตั้งราคากลางสูงลิ่ว (คลิป)

30.10.18 | 17:48 น.

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการตั้งร้านขายของ ขายเสื้อผ้า บริเวณภายในโรงพิมพ์คุรุสภา โดยมีพนักงานองค์การค้า ของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เข้ามาเลือกซื้อของมากมาย อีกทั้งโรงอาหารภายในโรงพิมพ์ พนักงานยังคงเข้ามานั่งกินและจับกลุ่มคุยกันคึกคัก แต่บรรยากาศการยื่นซองเสนอราคาเพื่อสรรหาผู้เช่าที่ดินขององค์การค้าฯ ย่านลาดพร้าวที่มีเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 77 ตารางวา กลับเงียบเหงา มีผู้เข้ามายื่นซองเสนอราคาเพียง 2 รายเท่านั้น

นายสมไชย อู่ไพรบูรณ์ ผู้สนใจเช่าที่ดิน กล่าวว่า ตนสนใจในที่ดินตรงนี้จริง แต่มองว่าที่ดินผืนนี้ไม่เหมาะสำหรับทำอาคารใหญ่ อีกทั้งตนทราบว่า บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน ก็สนใจที่ดินผืนนี้เช่นกัน ตนจึงไม่ได้มายื่นซองเสนอราคาแต่มาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ได้ที่ดินส่วนนี้ไป เนื่องจากองค์การค้าฯ ตั้งราคากลางหรือราคาขั้นต้นไว้จำนวน 365 ล้านบาท ซึ่งถึงว่าเป็นราคาที่สูง หากลดราคาต่ำกว่านี้ตนอาจจะสนใจยื่นซองเสนอราคา

นายสมนึก บัวลุ่ม ผู้อำนวยการสำนักบริหารการเงินและบัญชี กล่าวว่า การสรรหาผู้เช่าที่ดินขององค์การค้าฯ ย่านถนนลาดพร้าว เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 77 ตารางวา เปิดให้ผู้สนใจเข้าเสนอราคาและรับฟังคำชี้แจงในวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้สนใจจำนวน 7 ราย และในวันนี้เป็นวันกำหนดยื่นซองเสนอราคาพร้อมเปิดซองเลยเพื่อหาผู้เช่าที่เสนอราคาให้ องค์การค้าฯ มากที่สุด แต่การยื่นซองประกวดราคาวันนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่มีผู้มายื่นซองเสนอราคา มีเพียงผู้สนใจ 2 ราย เข้ามาฟังการประกวดเสนอราคาเท่านั้น เพราะผู้ที่มาอยากรู้ผลว่าใครเป็นผู้ได้ที่ดินตรงนี้ไป

“การดำเนินการขั้นต่อไป ผมต้องปรึกษากับ นายวีระกุล อรัณยะนาค ผู้ตรวจราชการ ศธ. ในฐานะปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สกสค. ก่อน หลังจากนั้นจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมขององค์การค้า เพื่อวางแผนเปิดประมูลอีกครั้งหนึ่ง ผมทราบจากหนึ่งในผู้สนใจเข้าร่วมเสนอราคาว่า ราคากลางหรือราคาขั้นต้นนั้นแพงเกินไป คงต้องกลับมาดูรายละเอียดราคาอีกครั้ง ว่าจะปรับลดอย่างไรให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ส่วนแผนต่อไป นอกจากจะเปิดให้เช่าที่ดินในกรุงเทพแล้ว องค์การค้าฯ จะเปิดที่ดินต่างจังหวัดให้เช่าด้วย” นายสมนึก กล่าว

นายสมนึก กล่าวต่อว่า ข่าวการลดหรือปลดพนักงานไม่เป็นความจริง ตนตกใจกับข่าวที่ออกมา เพราะพนักงานองค์การค้าฯ วิตกกังวลอย่างมาก แท้จริงแล้วเป็นแผนปรับอัตรากำลังคนมากกว่า ซึ่งเป็นการพิจารณาจัดสรรอัตรากำลังคน โดยการคนไปอยู่ในส่วนงานที่เหมาะสมเท่านั้น พนักงานรายปีที่ต่อสัญญาจ้างในปี2561 ก็ถูกจ้างต่อไปตามสัญญาไม่มียกเลิก อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 พนักงานโครงการจ้างเหมารายปี ต้องได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยพิจารณา KPI หรือ Key Performance Indicators ซึ่งดัชนีชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จของพนักงาน โดยจะแสดงให้เห็นผลการปฏิบัติงานกับเป้าหมายว่าตรงตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ โดยค่า KPI เหล่านี้ขึ้นอยู่กับพนักงาน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะลดจำนวนพนักงาน หากพบว่าพนักงานคนใดมีผลประเมิน KPI ไม่ตรงตามเป้าหมาย

Advertisement

“การลดพนักงานองค์การค้าฯ ไม่เป็นความจริง ในอดีตองค์การค้าฯ มีพนักงานกว่า 3,000 คน ปัจจุบันเหลือเพียง 1,499 คน เท่านั้น เนื่องจากมีผู้เกษียณต่างทยอยออกเป็นจำนวนมาก และไม่มีการเปิดรับบรรจุพนักงานประจำเข้ามาใหม่เป็นเวลาหลายปี ส่วนการโยกย้ายคนจากองค์การค้าฯ ไปอยู่ใน สกสค. สามารถทำได้ หาก สกสค.เปิดรับ และต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของพนักงานด้วย” นายสมนึก กล่าว

นายสมนึก บัวลุ่ม

นางภัทราบุญ ปัญญาสุขศิริ ประธานสหภาพแรงงานองค์การค้าของ สกสค. กล่าวว่า ตนทราบข่าวเรื่องการลดอัตรากำลังคน ก็ตกใจอย่างมาก ด้านพนักงานก็มาสอบถามตนบ้าง ตนได้อธิบายว่าเป็นเพียงแผนเท่านั้น ยังไม่มีข้อยุติใดๆ ออกมา อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการลดอัตรากำลังคน ตนเชื่อมั่นในการบริหารงานของ นายวีระกุล และคณะผู้บริหาร ที่จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบโดยยึด พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบเจ้าหน้าที่และเป็นปัญหาอุปสรรคในการพิมพ์หนังสือและแบบเรียนขององค์การค้าฯ

นางภัทราบุญ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันพนักงานขององค์การค้าฯ แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ พนักงานประจำ พนักงานในโครงการจ้างเหมารายปี และแรงงานที่ได้จากการจ้างในรูปแบบอี-บิดดิ้ง ซึ่งตนมองว่าอัตรากำลังคนไม่พอในการทำงานเมื่อมีงานเข้ามาเป็นจำนวนมาก การทำงานอาจไม่ทันการ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ส่วนสำนักบริหารการผลิตและการพิมพ์ อีกทั้งองค์การค้าฯ มีเจ้าหน้าที่เกษียณตกปีละ 60-70 คน แต่ไม่มีการบรรจุลูกจ้างชั่วคราวเข้ามาทดแทนเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ประจำ มาหลายปีแล้ว ดังนั้น หากจะแก้ปัญหาองค์การค้าฯอย่างจริงจัง ไม่ควรที่จะเปลี่ยนผู้บริหารทุกปี การเปลี่ยนผู้บริหารทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง นโยบายมีการเปลี่ยนไปมาตามผู้บริหารแต่ละคน จึงอยากจะได้ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ เข้ามาบริหารจนครบวาระ เพื่อแก้ไขปัญหาองค์การค้าฯ อย่างต่อเนื่อง

“แม้มีข่าวว่าองค์การค้าเจอปัญหาต้องแก้ไขมากมาย ด้วยความที่องค์การค้าฯ ไม่ได้รับงบจากรัฐแม้แต่บาทเดียว แต่สามารถบริหารจัดการองค์กรให้อยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ทั้งยังเป็นองค์กรที่มีความสำคัญกับการศึกษาของชาติ มาเกือบ 70 ปี คิดว่าองค์การค้าฯ จะก้าวผ่านปัญหาและยืนหยัดเพื่อการศึกษาของชาติต่อไปได้” นางภัทราบุญ กล่าว

นางภัทราบุญ ปัญญาสุขศิริ