นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี กล่าวว่า สภาฯ ได้มีการพูดคุยกัน และมีกรรมการสถาฯ แสดงความประสงค์จะลาออก 3 ราย อย่างไรก็ตามกฎหมายป.ป.ช.ฉบับนี้ กำหนดให้ทั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการภาครัฐ รวมถึงสภามหาวิทยาลัย ซึ่งต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่ในส่วนของการศึกษา ซึ่งร่วมถึงสภามหาวิทยาลัย คณะกรรมการต่าง ๆ ทำหน้าที่ชี้แนะให้คำแนะนำเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนการสอน ไม่มีอำนาจในการอนุมัติงบประมาณ ต่างกับคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งภาคเอกชนที่เขามาทำหน้าที่ ส่วนใหญ่ ก็เพราะอยากช่วยพัฒนาการศึกษา ให้สามารถผลิตบัณฑิตตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง การที่ป.ป.ช.อออกกฎหมายให้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน จึงมีผลกระทบ เพราะคนเหล่านี้อาจไม่ต้องการแจ้งทรัพย์สินซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล
“หากใครมีความประสงค์จะลาออก ทางมหาวิทยาลัยก็มีหน้าที่ต้องประกาศสรรหาใหม่ ซึ่งก็อาจทำให้การทำงานเกิดสุญญากาศ ไม่สามารถอนุมัติหลักสูตร หรืออนุมัติปริญญาบัตรได้ เพราะองค์ประกอบสภาฯไม่ครบ ดังนั้นอยากให้ป.ป.ช. เร่งทบทวนกฎหมายฉบับนี้ คาดว่าไม่เกินวันที่ 15 พฤศจิกายน หากป.ป.ช.ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจะเกิดปัญหาในมหาวิทยาลัยแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถแก้ไขกฎหมายข้อนี้ได้ ก็อยากให้ป.ป.ช. หรือรัฐบาลผ่อนปรน โดยอาจใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 (ฉบับชั่วคราว) ยืดเวลาการบังคับใช้กับคนกลุ่มนี้ ออกไปอีก 5 ปี เพื่อให้แต่ละคนได้มีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยเองจะได้กำหนดให้ชัดเจนว่า ผู้ที่เข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการสภาฯ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกับป.ป.ช.ด้วย ส่วนกรรมการสภาฯ โดยตำแหน่งไม่มีปัญหา เพราะเป็นข้าราชการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว” นายประเสริฐกล่าว

