จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกประกาศเรื่องกำหนดตำแหน่งผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ที่กำหนดให้กรรมการสภามหาวิทยาลัย ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสทั้งที่จดทะเบียนและมิได้จดทะเบียน และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคล ทำให้เกิดการคัดค้านจากมหาวิทยาลัยอย่างกว้างขวางนั้น
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ กรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) กล่าวว่า ประกาศ ป.ป.ช.ที่ออกมานั้น เชื่อว่าทำให้กรรมการสภาเกิดความกังวล โดยปกติกรรมการสภาทำหน้าที่พิจารณานโยบาย และทิศทางการทำงาน ตลอดจนอำนาจหน้าที่ตามที่กฏหมายกำหนดไว้ เช่น อนุมัติปริญญา อนุมัติหลักสูตร พิจารณาตำแหน่งวิชาการ และจะประชุมตามกำหนดวันนัดหมายเดือนละ 1 ครั้ง โดยการทำงานจะมีคณะอนุกรรมการไปพิจารณากลั่นกรองความเห็นให้รอบคอบก่อน แล้วส่งวาระให้ที่ประชุมสภาพิจารณา ซึ่งกรรมการสภาไม่มีใครตัดสินใจคนเดียวได้ ต้องออกความคิดเห็นร่วมกัน กว่าจะได้มติออกมาว่าควรจะทำอย่างไร ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ คงไม่มีใครมีอิทธิพลพอที่จะครอบงำให้สภาให้ตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดได้
ศ.พิเศษธงทองกล่าวอีกว่า ดังนั้น การวางมาตรการอย่างเดียวกัน กำหนดให้ผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานซึ่งมีความรับผิดชอบไม่เหมือนกัน ทำเหมือนกันหมด จะมีคำถามถึงความพอเหมาะพอควรว่าอยู่ที่ไหนอย่างไร อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าเรื่องนี้ ป.ป.ช.คงจะทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างไร ซึ่งตนจะรอฟัง โดย ป.ป.ช.ต้องหาข้อยุติให้ได้ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม ซึ่งขณะนี้เหมือนเป็นระเบิดเวลา เพราะเวลาใกล้เข้ามาทุกที และตนไม่ทราบว่า ป.ป.ช.จะมีทางออกอย่างไร
ศ.พิเศษธงทองกล่าวต่อว่า วันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ สภาจุฬาฯ จะประชุมเพื่อหารือกัน ผมจะร่วมประชุมด้วย หากที่ประชุมเห็นว่าไม่ชอบมาพากล หรือภาระหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติเกิดขึ้น ตนจะคิดดูอีกทีว่าจะทำอย่างไร ขณะนี้ยังพอมีเวลาคิดอยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลาออกหรือไม่ ตนเข้าใจคนที่อยู่นอกวงราชการ หรือกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากภาคเอกชน หลายท่านคงไม่ได้เกรงกลัวการตรวจสอบ แต่กลัวเรื่องความพอเหมาะพอสม และรายละเอียดการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ที่บางคนมองว่ายุ่งยาก เพราะช่วงที่ตนเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกให้แสดงบัญชีแล้ว เขานำข้อมูลไปเก็บไว้ แต่ตามประกาศใหม่นี้ จะต้องเปิดเผยต่อสาธาณะ ใครเข้าไปดูก็ได้
“ผมอยู่ภาคราชการยังถือว่าคุ้นเคย เพราะเคยแสดงบัญชีมาหลายรอบแล้ว ก็ยังต้องทบทวนว่ามีอะไรบ้าง ไม่มีอะไรบ้าง ไล่ตามบัญชี แต่คนที่อยู่ภาคธุรกิจ เขาไม่เคยแสดงบัญชีมาก่อน คงไม่ง่ายนัก ส่วนตัวผมไม่เป็นไรเพราะไม่มีครอบครัว แต่กรรมการสภาหลายคนที่มาจากภาคเอกชน ไม่คุ้นชินกับการที่ต้องยื่นบัญชี หากยื่นไม่ครบ ตกหล่นรายละเอียดไป อาจจะถูกดำเนนินคดีอาญาได้ อีกทั้ง ยังกังวลที่จะต้องยื่นบัญชีของภรรยา หรือคู่สมรสที่ชอบด้วยกฏหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฏหมาย ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวอยู่มากพอสมควร” ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าว
ศ.พิเศษ ธงทองกล่าวอีกว่า แต่สำหรับบางตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมือง เห็นว่ามีเหตุผลจำเป็นต้องให้ยื่น อย่างไรก็ตาม เวลาเขียนกฏหมาย ป.ป.ช.ควรคำนึงถึงสัดส่วนระหว่างภาระที่เกิดขึ้น และประโยชน์ที่จะได้รับ กลไกที่สร้างขึ้นพอเหมาะพอดีหรือไม่ ผลิตเสื้อสำเร็จรูปออกมาหนึ่งตัว ไม่ใช่ใส่ได้เข้าพอดีตัวทุก จึงต้องดูความพอเหมาะว่าอยู่แค่ไหน
ศ.พิเศษ ธงทองกล่าวต่อว่า ส่วนสภา มมร นั้น ไม่ขอออกความคิดเห็น แต่ทุกคนก็ตระหนักในเรื่องนี้ดี โดยข้อกฏหมาย ปัจจุบันนายกสภาคือสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และมีพระเถระผู้ใหญ่อีกหลายรูปเป็นกรรมการสภาอีกด้วย

