นายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย ( ส.บ.ม.ท.)เปิดเผยว่า จากกรณีที่โรงเรียนหลายแห่งมีจำนวนนักเรียนไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่นในปีที่ผ่านมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีจำนวน 100 คน แต่ปีถัดมากลับมีนั้กเรียนเลื่อนขึ้นชั้นม.3 จำนวน 130 คน ซึ่งดูเหมือนว่าโรงเรียนได้เพิ่มจำนวนนักเรียนโดยมิชอบ และผู้อำนวยการโรงเรียนมีผลประโยชน์จากการได้รับเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนเพิ่มขึ้นทั้งยังจะทำให้เป็นการปรับขนาดโรงเรียนให้ใหญ่ขึ้นเพื่อประโยชน์ในการได้รับการพิจารณาย้าย กรณีดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่สังคมยอมรับไม่ได้ ส.บ.ม.ท รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดังนี้ 1. นักเรียนที่เรียนชั้นม.3 เดิมหลายคน เรียนไม่จบการศึกษา ติด 0 ติด ร ฯลฯ และโรงเรียนก็จำหน่ายนักเรียนเหล่านั้นออกจากทะเบียนไม่ได้เเม้ นักเรียนกลุ่มดังกล่าวจะไม่มายื่นเรื่องขอสอบแก้ตัวหรือเรียนซ้ำก็ตาม โรงเรียนจึงยังต้องคงชื่อนักเรียนไว้ ประกอบกับกรณีเช่นนี้ยังไม่เคยมีแนวปฏิบัติจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงว่า จะให้จำหน่ายออกไปหรือไม่อย่างไร เเละยังมีปัญหาอีกว่าหากจำหน่ายแล้วถ้านักเรียนกลับมาขอสอบหรือเรียนซ้ำ จะทำอย่างไร
นายรัชชัยย์ กล่าวต่อว่า 2. อำนาจหน้าที่ของโรงเรียนตามกฎหมาย สามารถจัดการศึกษาได้ทั้ง ในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย โดยหลายโรงเรียนได้แก้ปัญหานักเรียนที่ไม่สามารถเรียนในระบบได้เช่นกรณีที่นักเรียนหญิงมีครรภ์/นักเรียนติดยาเสพติด/นักเรียนที่มีปัญหาอื่นๆ ปัญหาดังกล่าวโรงเรียนได้แก้ปัญหาโดยการจัดรูปแแบบการเรียน แบบพิเศษเช่นไม่ต้องเข้าเรียนแต่มอบงานให้ไปทำ มาสอบเป็นคราวๆไป เด็กเหล่านี้จะไม่มีชื่อใน ปพ 5 แต่ก็ต้องถือว่าเป็นนักเรียนที่มีตัวตนอยู่
“ส.บ.ม.ท. จึงขอให้สังคมได้เข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้ให้แนวทางให้ชัดเจนว่านักเรียนที่ยังเรียนไม่จบหรือนักเรียนที่โรงเรียนจัดการศึกษารูปแบบพิเศษเหล่านี้ยังจะเบิกเงินอุดหนุนรายหัวได้หรือไม่ และจะนำจำนวนของนักเรียนดังกล่าวมานับจำนวนเพื่อกำหนดขนาดของโรงเรียนได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามหากมีการตรวจสอบพบว่ามีการเพิ่มจำนวนนักเรียนโดยไม่มีตัวตนอยู่จริงตั้งแต่แรกและมีเจตนาแสวงหาประโยชน์เพื่อตนก็สมควรลงโทษตามควรแก่กรณีต่อไป” นายรัชชัยย์กล่าว

