กรณีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจพบโรงเรียนในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดร้อยเอ็ด มีการรายงานข้อมูลนักเรียนที่เป็นเท็จ โดยในจังหวัดอุบลราชธานี พบโรงเรียนแห่งหนึ่งนำรายชื่อนักเรียน ประมาณ 40 คน จากโรงเรียนที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 60 กิโลเมตร มาใส่ในโรงเรียนตนเอง ส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด ก็พบรายชื่อเด็กผีในลักษณะคล้ายกัน โดย นพ.ธีระเกียรติ ได้สั่งการให้ สพฐ. ไปดำเนินการตรวจสอบโดยเร็ว ล่าสุด นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงลงพื้นที่หาข้อมูลทั้ง 2 จังหวัด และสั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ตรวจสอบทะเบียนนักเรียนให้ตรงกับจำนวนจริงนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด นายบุญรักษ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการคั่งค้างมาตั้งแต่การปรับตัวไม่ทันของกฎระเบียบ พอกฎระเบียบไม่ปรับคนปฏิบัติก็เกิดการติดขัด อย่างเช่น เรื่องรับนักเรียน มีสองส่วน โดยส่วนแรก เป็นข้อติดขัดทำให้ทะเบียนนักเรียนกับจำนวนนักเรียนไม่สอดคล้องกัน จำนวนนักเรียนส่วนหนึ่งมีตัวตนจริง ๆ แต่ส่วนที่ไม่มีตัวตนก็เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ไม่สามารถจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนได้ เช่น ย้ายไปเรียนที่อื่นไม่มาแจ้งย้าย เสียชีวิตก็ไม่เอาหลักฐานมาแสดง สมรสแล้วไม่ยอมมาเรียน หรือเด็กที่ควรจะจบมัธยมศึกษาปีที่3 และม.6 แต่ยังติด ‘0’ ติด ‘ร’ ‘มส’ แต่ไม่ยอมมาติดต่อ เด็กพิการ เรียนร่วม มาบ้าง ไม่มาบ้าง ทั้งหมดนี้คือข้อติดขัดในการปฏิบัติตามระเบียบของฝ่ายรัฐ ที่เราไม่ทำงานเชิงรุกเข้าไปหาประชาชน ดังนั้นตนจึงได้กำชับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ให้เปลี่ยนแปลง ลงไปตรวจสอบในพื้นที่ให้มากขึ้น
นายบุญรักษ์ กล่าวว่า อีกส่วนเป็นการเจตนาบิดเบือนเปลี่ยนแปลงข้อมูล ส่วนตัวคิดว่า ผลประโยชน์เรื่องเงินรายหัวไม่ใช่แรงจูงใจ เจตนาจริง ๆ เพราะ ระเบียบการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาไปผูกพันกับขนาดโรงเรียน ที่กำหนดว่า ถ้านักเรียนต่ำกว่า 500 คน เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก 500 คนขึ้นไปเป็นโรงเรียนขนาดกลาง 1,000 คนขึ้นไปเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ เวลาย้าย จะย้ายจากโรงเรียนขนาดเดียวกันก่อน โรงเรียนขนาดเล็กจะย้ายไปโรงเรียนขนาดใหญ่กว่า ได้แค่ขนาดกลางเท่านั้น โดยเหตุที่เกิดขึ้น พบว่า เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียน 400 กว่า ๆ แล้ว เพิ่มอีก 40 คน ก็จะกลายเป็นโรงเรียนขนาดกลางขอย้ายไปโรงเรียนขาดใหญ่ได้ ต้องไปตรวจสอบว่ามีเจตนาที่จะทำให้ข้อมูลบิดเบือนหรือติดขัดที่ระเบียบ ส่วนตัวคิดว่าคนที่ทำผิดกรณีนี้มีไม่มาก เพราะไม่มีทางรอดสายตาของสังคมได้ การยื่นย้ายแต่ละครั้ง ก็มีคนต้องการที่จะไปโรงเรียนเดียวกันหลายคน อีกทั้งคนส่วนใหญ่ในพื้นที่จะต้องรู้ดีว่าโรงเรียนดังกล่าว เป็นโรงเรียนขนาดใด มีนักเรียนจำนวนเท่าไร ถ้าจะมีเพิ่มขึ้น ก็ต้องเพิ่มในระดับที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้สพฐ. ก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด”นายบุญรักษ์ กล่าว ตนได้ย้ำ ส่วนใดยังแก้ปัญหาตามระเบียบที่มีอยู่ได้ ให้แก้ตามนั้น แต่เรื่องใดที่ไม่มีระเบียบร้องรับ ให้ยืดหยุ่นและให้โอกาสเด็กให้มากที่สุด เช่น ลงไปตรวจสอบเด็กในพื้นที่ให้มาแก้ ‘0’ ‘ร’ ‘มส’ หรือแม้กระทั่งอายุเกิน 15 แล้ว ไปคุยกับผู้ปกครองถ้าไม่เรียนแล้วให้ช่วยยืนยัน โดยให้มีการเคลียร์ระบบให้ตรงกับความจริงภายในวันที่ 15-30 พฤศจิกายน 2561 จากนั้นตั้งกรรมการระดับโรงเรียนลงพื้นที่สแกนภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2561
นายบุญรักษ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีรายชื่อเด็กที่ไม่มีตัวตน เกินมา 40 คนนั้น เป็นเรื่องที่ไปสืบข้อเท็จจริง ว่าโรงเรียนต้นทางรู้เห็นด้วยหรือไม่ ต้องสอบให้ชัดว่าไม่รู้ได้อย่างไร ว่า รายชื่อเด็กในโรงเรียนตัวเอง มาอยู่กับอีกโรงเรียนหนึ่ง หรือทั้งสองแห่งมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิด ต้องหาคำตอบให้ได้ ในทางกฎหมาย และทางวินัยต้องดำเนินการ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ที่ต้องจัดการ และจะต้องไม่เกิดขึ้นที่ไหนอีก
นายอัมพร พินะสา ผู้ช่วยเลขาธิการกพฐ. กล่าวว่า คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงของสพฐ. ได้ลงพื้นที่ในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดร้อยเอ็ดแล้ว แต่ยังไม่ได้รายงานความคืบหน้ามาให้ตนรับทราบ คาดว่า ผลการสืบข้อเท็จจริงจะได้ข้อสรุปในสัปดาห์หน้า และตอนนี้ยังไม่พบปัญหาจำนวนนักเรียนไม่ตรงกับความจริง เพิ่มเติมในจังหวัดอื่น

