เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน นายชลำ อรรถธรรม เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ที่มีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กช.ตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่เพื่อรับผิดชอบเรื่องต่างๆ เช่น คณะอนุกรรมการด้านพัฒนาบุคลากร คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย เป็นต้น โดยต้องมีผู้มีส่วนได้เสียร่วมเป็นกรรมการด้วย นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือเรื่องสืบเนื่องกรณีครูเอกชนส่วนหนึ่งไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งคุรุสภาผ่อนผันให้สามารถรับใบอนุญาตปฏิบัติการสอนชั่วคราว อายุ 2 ปี ต่อได้ 2 ครั้ง รวมเป็น 4 ปี ระหว่างนั้นต้องดำเนินการให้ได้ใบอนุญาตฯ ตัวจริง ไม่เช่นนั้นไม่สามารถปฏิบัติการสอนต่อได้ นพ.ธีระเกียรติ มองว่าครูที่มีผลประเมินยอดเยี่ยมถือว่ามีคุณสมบัติความเป็นครู จึงให้คุรุสภาไปทบทวนว่าสามารถผ่อนผันให้ได้รับใบอนุญาตฯ ได้เลยหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลดีให้โรงเรียนเอกชนได้ครูที่มีความรู้ความสามารถอยู่กับโรงเรียนต่อไป
นายชลำ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้หารือกรณีโรงเรียนเอกชนไม่สามารถจ่ายเงินเดือนครูเอกชนได้ตรงตามวุฒิที่ครูจบมา รวมถึงกรณีที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี ยึดบัตร ATM ครูจำนวน 23 คน ตนได้ประชุมหารือร่วมกับศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) พบว่าไม่ได้เกิดแค่ในภาคใต้เท่านั้น แต่พบได้ทั่วประเทศ สาเหตุเกิดจากเงินอุดหนุนรายหัวที่รัฐจ่ายสมทบเป็นเงินเดือนครู ไม่เพียงพอจ่ายตามอัตราที่ราชการกำหนด คือจำนวน 15,000 บาท ที่ประชุมจึงมอบให้ สช.ตั้งคณะทำงานไปศึกษาแนวทางเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินอุดหนุนในส่วนสมทบเงินเดือนครูให้เพียงพอ โดยให้เสนอเร่งด่วนภายใน 15 วัน อย่างไรก็ตามเมื่อคำนวณจุดคุ้มทุนของโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนเพียงพอ ที่จะจ่ายเงินเดือนครู ต้องมีนักเรียนไม่น้อยกว่า 320 คน
“ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสวัสดิการครูเอกชน เดิมสช. มีกองทุนสงเคราะห์ครู ซึ่งตามพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 กำหนดว่าครูเอกชนทุกคนต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุน โดยเงินดอกผลจะใช้เพื่อการรักษาพยาบาลและการศึกษาของบุตร และเป็นเงินออมเมื่อครูออกจากงาน แต่ที่ผ่านมาพบปัญหาว่าเงินจำนวนนี้ไม่เพียงพอ เช่น ค่ารักษาพยาบาลกำหนดที่ 100,000 บาทต่อคนต่อปี เป็นต้น อีกทั้งปัจจุบันกองทุนก็ติดลบดอกผลไม่เพียงพอที่จะดูแลครูเอกชนได้ และครูเอกชนไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนกลุ่มอื่นๆ อย่างสิทธิหลักประกันสุขภาพ ซึ่งเรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการศธ. มอบหมายให้สช.ดูแล” นายชลำ กล่าว และว่า ก่อนหน้านี้ สช.เคยมีหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาหลายประเด็นว่า ครูเอกชนสามารถใช้สิทธิสวัสดิการอื่นได้หรือไม่ และในเร็วๆ นี้ สช.จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แลคณะกรรมการกฤษฎีกา มาหารือร่วมกันโดยรัฐมนตรีว่าการศธ.จะเป็นประธาน

