กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้พิจารณาข้อเสนอของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่เสนอให้ป.ป.ช. ทบทวนตำแหน่งตำแหน่งนายกและกรรมการสภาที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช. โดย ป.ป.ช.พิจารณาขยายเวลาการบังคับใช้ออกไป 60 วัน มีผลวันที่ 31 มกราคม 2562 ล่าสุดนายนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้แต่ละฝ่ายไปดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบให้มีความชัดเจน ขณะที่ประธาน ป.ป.ช. ระบุว่าสัปดาห์หน้า แนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆจะมีความชัดเจน โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.วันที่ 27 พฤศจิกายน ขอให้ผู้ที่คิดว่าจะลาออก เช่นกรรมการสภามหาวิทยาลัย รอให้มีความชัดเจนก่อนค่อยตัดสินใจ เชื่อว่าการแก้ปัญหาจะเป็นพอใจแก่ทุกฝ่าย และไม่ทำให้กระบวนการตรวจสอบลดน้อยลงนั้น
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน นายภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวว่า ถ้าตามที่ ป.ป.ช. ขยายการบังคับใช้ประกาศถึง 31 มกราคม 2562 คิดว่ากรรมการส่วนใหญ่ก็คงรอไปถึงช่วงนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะลาออกหรือไม่ แต่ถ้า ป.ป.ช.ยืนยันตามประกาศเดิม คือนายกสภาและกรรมการสภาต้องยื่นบัญชี ก็เชื่อว่าคงมีกรรมการสภาลาออกจำนวนมาก จำนวนผู้ที่จะลาออกในขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ เพราะไม่มีใครช่วยรวบรวม ซึ่งตนเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) น่าจะทำการสำรวจ แต่เท่าที่ทราบข้อมูลมาคือ มีมหาวิทยาลัยบางแห่งกรรมการสภา ผู้ทรงคุณวุฒิ จากภาคเอกชนอาจลาออกทั้งหมด คือที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์(มรร.) เป็นต้น ส่วนมหาวิทยาลัยนครพนม ที่ตนเป็นนายกสภาอยู่นั้น ทันทีที่ประกาศ ป.ป.ช. ออกมาก็มีผู้ยื่นใบลาออกโดยไม่ลงวันที่ รอไว้แล้ว 4-5 คน และเชื่อว่ายังจะมีผู้ยื่นเพิ่มเติมอีก แม้แต่กรรมการในส่วนผู้แทนอาจารย์บางคนจะลาออกเช่นกัน ระหว่างที่รอความชัดเจนจาก ป.ป.ช. ตนได้ขอให้กรรมการสภาทุกท่าน ชะลอการลาออกไว้ก่อน จนกว่าจะทราบแนวทางที่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
“ส่วนมหาวิทยาลัยจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่ากรรมการสภา แต่ละมหาวิทยาลัยลาออกกันมากหรือไม่ แต่ผลกระทบมีแน่นอนคือมหาวิทยาลัยจะเกิดภาวะสุญญากาศ ไม่สามารถบริหารงานได้ ส่วนการสรรหาคนมาเเทน ตามที่ ป.ป.ช.เคยให้ข่าวไปว่าการพิจารณาขยายเวลาออกไปอีกเป็น 60 วัน จะมีเวลาเหลือเฟือ ให้กรรมการสภาที่มีความประสงค์ที่จะลาออก ได้เตรียมตัวและพิจารณาว่าจะอยู่ต่อหรือไม่ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยที่จะต้องหาคนมาทดแทนกรรมการสภาที่ลาออก นั้นแท้จริงเเล้วไม่สามารถทำได้ มหาวิทยาลัยไม่สามารถหากรรมการสภามาเเทนคนปัจุบันได้ หากกรรมการสภายังไม่ลาออก และการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการสภาชุดใหม่ ใช้เวลานาน อย่างเร็วสุด 4-5 เดือน หรือแนวทางใหม่ที่มีรายงานข่าวเเจ้งมา คืออนุโลมให้กรรมการสภาชุดปัจจุบันไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน โดยจะเริ่มต้นจากกรรมการสภาชุดใหม่ มองว่าเเนวทางนี้จะช่วยผ่อนคลายปัญหาได้ช่วงหนึ่งเท่านั้น เพราะอย่างน้อยกรรมการชุดปัจจุบันจะไม่ลาออก และอยู่ทำงานจนครบวาระ แต่ต่อไปการสรรหากรรมการสภาชุดใหม่จะยากกว่าเดิมเเน่นอน” นายภาวิช กล่าว
นายภาวิช กล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่าจะมีกรรมการสภา ที่มาจากภาคเอกชน ลาออกเยอะพอสมควร เพราะการยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้นเป็นเรื่องจุกจิก ตรวจสอบเอกสารมากมาย ส่วนข้อเสนอของ ป.ป.ช. ที่พิจารณาปรับแก้ ความยุ่งยากในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหาแนวทางการยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้มีหน้าที่ต้องยื่นนั้น เรื่องนี้ควรทำมานานเเล้ว ถือว่าแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง เพราะผู้ยื่นไม่ต้องไปยื่นบัญชีต่อสำนักงานป.ป.ช. อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. ต้องปรับปรุงระบบตรวจสอบข้อมูลและการส่งกลับให้ดีขึ้นด้วย
“ทางออกเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร มีวิธีไหนบ้าง ป.ป.ช. ต้องไปคิดหาทางออกเอง ผมมองว่า ป.ป.ช. ตีความกฎหมายตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ในมาตรา 102 คำว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง” คือตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี นายกสภาและกรรมการสภา จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน นั้นเป็นการเหวี่ยงแหที่กว้างและเหมารวมเกินไป ถ้าไม่มีการตีความกฎหมายใหม่ และ ป.ป.ช. ยังยืนกรานว่าต้องเป็นไปตามนี้ ต่อไปต้องรับสภาพและผลที่จะตามมา คือมหาวิทยาลัยจะสรรหากรรมการสภา ที่มาจากภาคเอกชนลำบาก มหาวิทยาลัยจะขาดผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาช่วยในการบริหารงาน” นายภาวิช กล่าว

