จากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเปิดตัวนโยบายการศึกษา 10 ข้อหลัก ประกอบด้วย 1.เกิดปั๊บรับสิทธิเงินแสน เบี้ยเด็กเข้มแข็ง 0-8 ปี 1,000 บาทต่อเดือน 2.ศูนย์เด็กเล็กคุณภาพดีทั่วประเทศ 3.อาหารเช้า-กลางวันฟรีมีคุณภาพ 4.เด็กทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ 5.ปรับหลักสูตรเพื่อโลกอนาคต 6.เรียนฟรีถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 7.การศึกษาตลอดชีวิต 8.คืนครูให้นักเรียน 9.จัดตั้งกองทุน Smart Education และ 10.กระจายอำนาจกระทรวงสู่โรงเรียน ซึ่งเรื่องดังกล่าว มีประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบายนี้เป็นจำนวนมาก
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ทำนโยบายเรื่องการศึกษา หากมองทางการเมืองถือเป็นเรื่องดีเพราะถือเป็นพรรคการเมืองแรก ที่ออกมาพูดนโยบายด้านการศึกษา ซึ่งตัวนโยบายมีความชัดเจนและจุดเด่นคือเน้นกึ่งสวัสดิการสังคมและประชานิยม ซึ่งประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันมาก คือเรื่องเกิดปั๊บรับแสน ตนมองว่าในนโยบายนี้ ไม่ได้เน้นเรื่องสวัสดิการสังคมแต่เป็นนโยบายประชานิยม เพราะเรื่องสวัสดิการทางสังคม การพัฒนาต้องลงไปสู่กลุ่มคนที่มีต้องการและมีความเดือดร้อนจริงๆ ไม่ใช่ให้ทุกคนหรือใครเกิดก็ได้รับเงินหมด ซึ่งอดีตทราบกันดีว่ามีปัญหาเรื่องไม่สามารถจำแนกระดับความต้องการ หรือความเดือดร้อนของประชาชนได้ ระบบราชการจึงให้โดยการแจกเฉลี่ยให้ประชาชนทุกคน แต่ปัจจุบันมีวิธีการที่ทำให้เราสามารถจำแนกกลุ่มคนที่มีความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือได้แล้ว ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ควรไปศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม ถ้าจะลงมือทำจริงต้องดูรอบคอบและรอบด้าน ไม่ใช่แค่พูดว่าจะแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่กลับแจกเงินถ้วนหน้าจะยิ่งตอกย้ำเรื่องความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้นอีก
“คิดว่านโยบายเกิดปั๊บรับแสน เป็นนโนยบายประชานิยมมากเกินไป ส่วนนโยบายอื่นที่เสนอมาทั้ง 10 ข้อ เท่าที่ผมอ่านดู ตอนนี้กระทรวงศึกษา (ศธ.) ทำไปเกือบครึ่งแล้ว ดังนั้นตัวนโยบายด้านการศึกษา ผมยังไม่เห็นอะไรที่เป็นมิติใหม่ อย่างไรก็ตาม ถือเป็นก้าวแรกของนโยบายทางการศึกษาที่พรรคการเมืองหลายพรรคควรจะไปทำการบ้าน ศึกษาหาความรู้ ให้ละเอียดรอบคอบ และจะมีแนวทางชี้นำอย่างไรให้ประชาชนเห็นว่านโยบายการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญกว่าเรื่องอื่น” นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าพรรคการเมืองควรจะสนในประเด็นการศึกษา 3 ประเด็น คือ 1.คุณภาพทางการศึกษา 2.ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และ 3.ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการการศึกษา ซึ่งอย่างหลังเป็นเรื่องที่คนพูดถึงน้อยแต่มีความสำคัญมาก และเรื่องที่ควรจะเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การปฏิรูปการศึกษาที่จะทำอย่างไรสามารถเห็นผลภายในระยะเวลา 4 ปี และสามารถทำไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

