เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณีนายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยในปี 2562 จะมีธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตต่ำมาก มีความเสี่ยงสูงและจะมีการเลิกจ้างพนักงานเพิ่มเติมจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หนึ่งในนั้นคือ สถานศึกษาเอกชน ว่า ปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาเอกชนต้องปรับตัว เพราะขณะนี้การศึกษาจะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีต่างๆ สิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และถือว่ามาเร็วกว่าที่คิด ดังนั้นทุกสถานศึกษาทุกระดับต้องไปปรับตัวเอง โดยมีอุดมศึกษาเป็นเสาหลักในการเริ่มต้น เปิดเป็นตลาดวิชา สอนหลักสูตรประกาศนียบัตร ในระยะเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อให้คนทั่วไป หรือครู เข้ามาเรียนเพื่อปรับตัวเอง ไปอยู่ในอาชีพใหม่ พร้อมกับฝึกทักษะใหม่ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ตนเน้นย้ำมาตลอด
“ส่วนจะมีการระดมอาจารย์ มหาวิทยาลัยเอกชนเข้ามาหารือเพื่อกำหนดทิศทางและเตรียมตัวรองรับหรือไม่ ผมมองว่าไม่ต้องมากำหนดทิศทางแล้ว เพราะเรื่องเหล่านี้ผมได้ให้นโยบายไปแล้ว อย่างที่ ศธ.จัดทำโครงการผลิตอาชีวะพันธุ์ใหม่และบัณฑิต
นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า สืบเนื่องจากจำนวนเด็กที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนเอกชนไปด้วย ถือว่าเรื่องนี้เป็นไปตามกลไกปกติ ดังนั้นโรงเรียนเอกชนทุกแห่งต้องเร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพื่อที่จะรักษาจำนวนนักเรียนเอาไว้ ส่วนจะมีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เพื่อหารือเตรียมตัวรับมือและหาทางออกในปี 2562 หรือไม่ ตนมองว่าคงไม่ถึงขั้นตอนนั้น อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพ และดูแลสิ่งที่เป็นความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนรัฐและเอกชน ให้โรงเรียนเอกชนมีความพร้อมที่เท่าเทียมกับโรงเรียนรัฐ เพื่อให้ได้รับความไว้ใจจากผู้ปกครองต่อไป

