สพฐ. เล็งตั้ง กก.สอบวินัยร้ายแรง‘ร.ร.ปั้นเด็กผี’ชี้หากผิดจริงต้องลงโทษเด็ดขาด

18.12.18 | 16:36 น.

จากกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เขต 3 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลายโรงเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบมีโรงเรียนกว่า 10 แห่ง ตกแต่งบัญชีรายชื่อนักเรียน เพื่ออัพเกรดขนาดโรงเรียนให้ใหญ่ขึ้นให้มีผลกับการโยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็กไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษ โดยคาดหวังที่จะได้ผลประโยชน์จากการเรียกเก็บเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะ และเงินอุดหนุนตามรายหัวนักเรียนนั้น

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากที่สำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สตผ.) ลงพื้นที่สุ่มตรวจจำนวนนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ตนได้รับรายงานเบื้องต้นว่าโรงเรียนที่สุ่มตรวจมีจำนวนนักเรียนที่ปกติ และไม่พบอะไรผิดปกติ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนที่เป็นประเด็นอยู่ในข่าว ผลสรุปเบื้องต้นพบว่ามีจำนวนโรงเรียน 5 แห่ง ที่มีความผิด และอาจจะต้องตั้งคณะกรรมการสืบสวนทางวินัย ขณะนี้ตนรอผู้เกี่ยวข้องเสนอรายงานขึ้นมาให้ตนอย่างเป็นทางการ

“เบื้องต้นพบว่า มีโรงเรียน 1 แห่ง ที่จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ยังไม่ขอบอกว่าเป็นโรงเรียนใด เพราะอาจจะเป็นการก้าวล่วงโรงเรียนนั้นได้ ส่วนเหตุผลของการกระทำ จะมาจากความต้องการที่อัพขนาดโรงเรียนให้ใหญ่ขึ้นหรือไม่ ผมบอกไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นคำพูดผูกพันที่ปรากฏออกไปในสื่อ และจะทำให้เกิดความเสียหายตามมาที่ผมและโรงเรียนได้ ส่วนโรงเรียนอีก 4 แห่ง จะเป็นการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้อาจ ผิดพลาดในเรื่องการปรับข้อมูลที่ไม่ตรงกับปัจจุบัน เป็นต้น ตอนนี้มีแค่รายงานมาส่วนตัวเท่านั้น ยังต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่งก่อน จึงจะดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ตามอะไรที่ทำไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเจตนาที่ต้องการเพิ่มขนาดโรงเรียน หรือรายงานเท็จ เราจะลงโทษอย่างเด็ดขาดอยู่แล้ว เพราะถือว่าทำให้ระบบข้อมูลของประเทศเสียหาย”นายบุญรักษ์ กล่าว

นายบุญรักษ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ตนอยากบอกสังคมว่า การตรวจนับจำนวนนักเรียนเป็นระเบียนเดิมที่ทำกันมานาน ไม่เคยมียุคไหนที่ กระทรวงศึกษา (ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องตรวจสอบข้อมูลใหม่ ตนคิดว่าการตรวจสอบใหม่ครั้งนี้ จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่จะทำให้ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองมากยิ่งขึ้น และการตรวจสอบใหม่จะควบคุมไม่ให้เกิดกรณีนี้ขึ้นมาอีก ถือเป็นการจัดระบบเพื่อให้สังคมมีความไว้วางใจ อีกทั้งระบบการกรอบข้อมูลที่ออกแบบมา สพฐ.ไม่สามารถไปนั่งกรอกข้อมูลให้โรงเรียนเองได้ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ เพราะระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล หรือ DMC ถูกออกแบบมาให้โรงเรียนกรอกข้อมูลมาที่ สพฐ.โดยตรง ซึ่งจะมีคำถามว่าระบบ DMC จะเป็นหลักยืนยันได้จริงหรือไม่ เพราะ DMC ทำมาเพื่อควบคุมจำนวนนักเรียนเพื่อจัดสรรงบประมาณ ต้องมาพูดคุยกันอีกครั้งว่า ระบบการจำหน่ายจะทำอย่างไร เช่น จะนับนักเรียนที่อยู่ในทะเบียน นักเรียนที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ และนักเรียนที่อยู่ระหว่างการย้ายอย่างไร เป็นต้น และที่สำคัญคือจะต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้ทุกคนเกรงกลัวต่อการกระทำผิดด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเสนอให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) พิจารณาแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ว24/2560 หรือไม่ นายบุญรักษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเดิมการย้ายโรงเรียนของผู้อำนวยการควรจะมีประสบการณ์เข้ามาเป็นตัวกำหนด และต้องมีวิธีในการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นส่วนได้เสียของผู้อำนวยการโรงเรียนจำนวนกว่า 30,000 คน ถ้าจะคิดของเสนอแก้ไขหลักเกณฑ์ ผู้อำนวยการเหล่านี้จะต้องมีส่วนในการเสนอ มีส่วนร่วมในการคิดด้วย ถ้า สพฐ.ไปคิดเอง อาจจะไม่ใช่กติกาที่ผู้อำนวยการโรงเรียนคิดว่าสามารถใช้ได้ การที่ดีที่สุดต้องให้ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีส่วนได้เสียเข้ามาช่วยกันคิดด้วย

Advertisement