คลำไปตรงไหนก็เจอแต่ปัญหา “ทุจริต” เกือบทุกพื้นที่ในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ล่าสุด คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต ศธ.ที่มี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นประธาน สรุปตัวเลขการแก้ไขปัญหาทุจริต 10 หน่วยงานในสังกัด ข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม 2558 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2561 มีคดีทุจริตรวม 631 เรื่องดำเนินการแล้วเสร็จ 365 เรื่อง คิดเป็น 57.48% อยู่ระหว่างดำเนินการ 266 เรื่อง คิดเป็น 42.16%
โดยเรื่องที่ดำเนินการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว เช่น ทุจริตก่อสร้าง “สนามฟุตซอล” ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการสืบสวนเสร็จแล้ว 100% อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย
“โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา” หรือ “อควาเรียมหอยสังข์” สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ที่เกี่ยวข้องใน 6 กระทรวงแล้ว
“โครงการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV)” ในโครงการ Safe Zone School 12 เขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอให้นายกฯ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ที่เกี่ยวข้องประมาณ 70 รายในหลายกระทรวง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับของ ศธ.เป็นผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ผู้อำนวยการโรงเรียน ส่วนกรรมการตรวจรับกว่า 2,000 ราย ทางทีมกฎหมายชี้ตรงกับทางศาลว่าไม่เกี่ยวข้อง
การทุจริตภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 29 ที่พบว่ามีการ “เบิกเงินซ้ำซ้อน” ตั้งแต่ปี 2557 ความเสียหายประมาณ 15 ล้านบาท เบื้องต้นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ชี้มูลมาแล้ว ให้สอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 11 ราย
ยังไม่นับรวมกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนทุจริต “ปั้นตัวเลขนักเรียนที่ไม่มีตัวตน” หรือ “เด็กผี” หลายจังหวัด เพื่อหวังอัพเกรดจาก “บิ๊ก ร.ร.เล็ก” ขึ้นแท่นเป็น “บิ๊ก ร.ร.ขนาดใหญ่” ในช่วงฤดูกาลโยกย้ายที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าตัวเลขเด็กเพิ่มขึ้นจนผิดปกติในหลายจังหวัด…
แม้ “หมอธี” จะประกาศเสียงดังว่า การแก้ปัญหาทุจริตก้าวหน้าไปค่อนข้างมาก แต่ช่วงที่มีการสางปัญหาเก่า ก็มีปัญหาทุจริตผุดขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต “เงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต” ถึงขั้นสั่ง “ไล่ออก”
ข้าราชการระดับ (ซี) 8 ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ออกจากราชการ ฐานยักยอกโอนเงินค่าเล่าเรียนเด็กเข้าบัญชีตัวเอง พรรคพวก และญาติพี่น้อง กินยาวตั้งแต่ปี 2551-2561 รวม 10 ปี ตัวเลขความเสียหายกว่า 41,861,181 บาท พร้อมตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงฯ และตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรง ข้าราชการที่เกี่ยวข้องอีก 3 ราย โดยขณะนี้อยู่ระหว่าง เยียวยาผู้เสียหาย
ตามมาด้วยกรณีทุจริต “งบจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น” ของ สพฐ.จำนวน 279 ล้านบาท ซึ่งสรุปผลการตรวจสอบเบื้องต้นมีแนวโน้มว่าอาจมีผู้บริหารซี 10 และซี 11 ของ สพฐ.เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยได้สั่งย้าย นายณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ออกจากพื้นที่ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการ ศธ.ในฐานะผู้เซ็นอนุมัติการโอนเงิน
จากนั้น มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า มีการดำเนินการที่ผิดระเบียบพัสดุ และมีผู้บริหารเกี่ยวข้องเพิ่มอีก 3 ราย คือ ข้าราชการซี 8 และผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งทั้ง 3 ราย พบข้อมูลชัดเจนว่าทำผิด และจ่อถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงอย่างแน่นอน
ส่วนผู้บริหารซี 11 นั้น ยังต้องรอสอบหาข้อมูลเชื่อมโยงเพิ่มเติม
ซึ่งต้องจับตารอดูว่า สุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะจับคนผิดมาลงโทษได้หรือไม่…!!
ล่าสุด กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงการดำเนิน “โครงการเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา” หรือ “ยูนิเน็ต” ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มีผู้ร้องเรียนว่าการเขียนขอบเขตงาน หรือทีโออาร์บางข้อดูจะเฉพาะเจาะจงเกินไป เช่น บริษัทต้องมีสำนักงานอยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตรจาก สกอ.ซึ่งอาจเข้าข่ายล็อกสเปก
และภายหลังจากตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ นพ.ธีระเกียรติก็ลงดาบอย่างรวดเร็ว โดยเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โยกย้าย นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) พ้นจากตำแหน่ง ไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ที่ว่างอยู่แทบจะในทันที
เพราะก่อนหน้านั้นมีการสั่งโยก นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการ สกศ.ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังมีข้อสรุปเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างอควาเรียมหอยสังข์
งานนี้ นพ.ธีระเกียรติ ยอมรับว่าการตรวจสอบการดำเนินโครงการยูนิเน็ต เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจย้ายนายสุภัทรออกจากตำแหน่งเลขาธิการ กกอ.ซึ่งไม่ได้หมายความว่านายสุภัทรทำผิด แต่ถือเป็นช่วงจังหวะที่คล้องจอง เพราะจะทำให้การสอบสวนต่างๆ สะดวกขึ้น
เรียกได้ว่าซี 11 ทั้ง 2 ตำแหน่งนี้ ถูก “เด้ง” ออกจากเก้าอี้ ยังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงหรือไม่!!
ทั้งนี้ จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้บริหารที่หลุดจากตำแหน่งไปแล้ว แม้ต่อมาจะพิสูจน์ได้ว่า “ไม่ผิด” แต่ก็ไม่เคยมีใครได้หวนกลับมาที่เดิม
ที่สำคัญ ไม่สามารถล้าง “มลทิน” ที่ติดตัวให้หายไปได้!!
นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองสถานการณ์นี้ว่า ขณะนี้การทำงานของข้าราชการซี 11 ใน ศธ.ค่อนข้างปั่นป่วน การโยกย้ายแต่ละครั้งเพราะถูกตรวจสอบ แม้จะยังไม่ตัดสินว่าถูกหรือผิด ก็ย้ายออกจากตำแหน่ง ทั้งที่กว่าจะได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการซี 10 และซี 11 ไม่ใช่เรื่อง่าย ต้องสั่งสมประสบการณ์ ได้รับการยอมรับ และการตรวจสอบ
“การย้ายออกจากตำแหน่ง โดยที่ยังไม่ตัดสิน หรือชี้มูลความผิด ถือว่าไม่แฟร์ และไม่เป็นธรรมกับข้าราชการ ศธ.ทำให้ตำแหน่งเลขาธิการ สกศ.กลายเป็นที่ให้คนที่หาที่ลงไม่ได้มาอยู่ และช่วงหลังการโยกย้ายของ ศธ.ทำให้ข้าราชการมีความหวั่นไหว ไม่กล้าทำงานทุ่มเท และไม่กล้าลงไปเอาจริงกับการทำงาน เพราะหากถูกตรวจสอบ แม้ยังไม่ตัดสินก็อาจจะถูกย้าย ซึ่งไม่แฟร์ สุดท้ายหากสรุปผลสอบว่าไม่ผิด ก็ไม่สามารถชดเชยให้กลับมาตำแหน่งเดิม หรือคืนศักดิ์ศรีให้กับข้าราชการได้” นายสมพงษ์ กล่าว
เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ ปัญหาทุจริตที่ซุกซ่อนอยู่อีกมากมาย จะต้องโผล่ขึ้นมาให้ได้เช็กบิลกันอีก ดังนั้น การ “ตรวจสอบ” ก็ควรจะต้องทำอย่างเข้มข้น แต่เป็นธรรม โปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่ใช่มีธงเอาไว้แล้ว หรือเร่งรีบดำเนินการมากเกินไป เพราะอาจเกิดข้อผิดพลาด ไม่สามารถเอาคนผิดตัวจริง มาลงโทษได้!!

