11 ข่าวร้อนๆ ส่งท้ายปีจอ แวดวงศึกษา-ศาสนา-วัฒนธรรม

29.12.18 | 11:46 น.

’กม.สงฆ์’ ถวายคืนพระราชอำนาจ

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 5 กรกฎาคม มีมติเอกฉันท์ 217 คะแนน เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ 3 วาระรวด และให้ความเห็นชอบในคราวเดียวกัน

สาระสำคัญคือ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พ.ร.บ.ขึ้นไว้ โดยคำแนะนำ และยินยอมของ สนช.ทำหน้าที่รัฐสภา”

ในท้าย พ.ร.บ.ระบุว่า “โดยที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และตามโบราณราชประเพณี ที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น พระมหากษัตริย์ทรงอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้ง ทรงทำนุบำรุงสังฆมณฑลให้เจริญมั่นคงเป็นไปตามแบบแผนอันเรียบร้อยตลอดมา เพื่อให้พระพุทธศาสนา รุ่งเรืองถาวรเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชน ซึ่งจะก่อให้เกิดการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม มีความร่มเย็นผาสุกแก่ประชาชน และเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ

สมควรบัญญัติกฎหมายให้เป็นการสืบทอด และธำรงรักษาไว้ ซึ่งพระราชอำนาจตามโบราณราชประเพณี จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.บ.นี้”

 

Advertisement

สารพัดทุจริตโผล่

ปี 2561 เป็นอีกปีแห่งการสะสางปัญหา “ทุจริต” ในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็ไม่ผิดนัก

โดยคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต  ศธ.สรุปตัวเลขการแก้ไขปัญหาทุจริต 10 หน่วยงานในสังกัด ระหว่างสิงหาคม 2558 ถึงพฤศจิกายน 2561 มีคดีทุจริต 631 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 365 เรื่อง กำลังดำเนินการ 266 เรื่อง

อาทิ ทุจริตก่อสร้าง “สนามฟุตซอล” ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย, “โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา” หรือ “อควาเรียมหอยสังข์” สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้เกี่ยวข้องใน 6 กระทรวงแล้ว พร้อมโยก นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี,

โครงการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV)” ในโครงการ Safe Zone School 12 เขตพื้นที่ฯ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอให้นายกฯตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้เกี่ยวข้อง 70 รายในหลายกระทรวง โดยใน ศธ.เป็นผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นต้น

นอกจากนี้ พบการทุจริตภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 29 มีการ “เบิกเงินซ้ำซ้อน” ตั้งแต่ปี 2557 ความเสียหาย 15 ล้านบาท เบื้องต้นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชี้มูลแล้ว ให้สอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้เกี่ยวข้อง 11 ราย,

กรณีโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนสังกัด สพฐ. “ปั้นตัวเลขนักเรียนที่ไม่มีตัวตน” หรือ “เด็กผี” โดยโรงเรียนเอกชนหวังเงินอุดหนุนรายหัว ขณะที่โรงเรียนสังกัด สพฐ.หวังอัพเกรดจาก “บิ๊กโรงเรียนเล็ก” เป็น “บิ๊กโรงเรียนใหญ่”, การทุจริต “โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนสังกัด สพฐ.” มีการสั่งย้ายผู้บริหารโรงเรียนออกจากพื้นที่

การทุจริต “เงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต” โดยสั่งไล่ออกข้าราชการระดับ (ซี) 8 ซึ่งดูแลเรื่องนี้ออกจากราชการ ฐานยักยอกโอนเงินค่าเล่าเรียนเด็กเข้าบัญชีตัวเอง พรรคพวก และญาติพี่น้อง กินยาวตั้งแต่ปี 2551-2561 รวม 10 ปี เกิดความเสียหายกว่า 41,861,181 บาท พร้อมตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการที่เกี่ยวข้องอีก 3 ราย

การทุจริต “งบจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น” ของ สพฐ. 279 ล้านบาท ผลตรวจสอบเบื้องต้นมีแนวโน้มว่าอาจมีผู้บริหารซี 10 และซี 11 ของ สพฐ.เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยได้สั่งย้าย นายณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ออกจากพื้นที่ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ศธ.ในฐานะผู้เซ็นอนุมัติโอนเงิน,

ปิดท้ายปีที่ “โครงการเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา” หรือ “ยูนิเน็ต” ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่มีการเขียนขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ ที่บางข้อเฉพาะเจาะจง เข้าข่ายส่อล็อกสเปก ล่าสุดได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พร้อมทั้งโยกย้าย นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการ สกศ.

เรียกว่าคลำจุดไหน ก็เจอทุจริตที่นั่น

 

55 มหา’ลัยเปิดหลักสูตรครู 4 ปี

หลังแสดงท่าทีต่อต้านมาพักใหญ่ สถาบันผลิตครูที่เปิดสอนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ 55 แห่ง ก็ยอมปฏิบัติตามนโยบายของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ให้เปิดหลักสูตรครู 4 ปี แทนหลักสูตรครู 5 ปี ในปีการศึกษา 2562

แม้จะมีข้ออ้างว่า “คุณภาพ” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนปีของหลักสูตร แต่ปัจจัยหลักๆ น่าจะมาจากนโยบายที่ ศธ.จะจัดสรร “งบประมาณ” ให้เฉพาะหลักสูตรครู 4 ปีเท่านั้น

โดย ศธ.ได้จัดทำมาตรฐานวิชาชีพ ยกร่างหลักสูตรมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.) 1 ระดับปริญญาตรี (หลักสูตร 4 ปี) และระดับบัณฑิตศึกษา สาขาครุศาสตร์และสาขาศึกษาศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางให้มหาวิทยาลัยนำไปปรับปรุงหลักสูตร 4 ปี เพื่อให้ทันรับนักศึกษาในปี 2562

นโยบายนี้มาพร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเด็กที่เรียนหลักสูตร 5 ปีเสียเปรียบ ใช้เวลาเรียนนานกว่า แต่ต้องสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยได้เงินเดือนแรกบรรจุมากกว่าครูหลักสูตร 4 ปี เพียง 750 บาท

รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการคุรุสภา เลยลดแรงเสียดทานด้วยการให้ผู้ที่เรียนหลักสูตรครู 5 ปี ไม่ต้องสอบเพื่อรับใบอนุญาตฯ แต่ได้อัตโนมัติเช่นเดิม และให้นักศึกษาที่เรียนหลักสูตรครู 4 ปี สอบรับใบอนุญาตฯ แทน

เรียกว่า “ปิดฉาก” หลักสูตรครู 5 ปี ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2542 อย่างเป็นทางการ

 

ดัดหลังเพิ่มค่าปรับน.ศ.แพทย์ 2.5 ล้าน

ในที่สุด คณะกรรมการพิจารณาจัดสรรนักศึกษาแพทย์ผู้ทำสัญญาการเป็นนักศึกษาแพทย์ ที่มีปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน เห็นชอบ และอนุมัติให้กำหนด “ค่าปรับ” ชดใช้ทุนของนักศึกษาแพทย์ผู้ผิดสัญญา เป็นเงิน 2.5 ล้านบาท จากเดิม 4 แสนบาท

โดยได้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2562

ประเด็นการเพิ่มค่าปรับนักศึกษาแพทย์ที่ “เบี้ยว” ชดใช้ทุนในพื้นที่ห่างไกล หรือถิ่นทุรกันดาร ภายหลังเรียนจบ จากเดิมที่จ่ายเบี้ยปรับเพียง 4 แสนบาท ถูกนำขึ้นมาพูดคุยกันหลายครั้งหลายครา แต่มีอันต้องล้มพับไปทุกครั้ง

กระทั่งกลางปีที่ผ่านมา เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างจริงจังอีกครั้ง ในที่ประชุมโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทยปี 2561-2562 ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ สธ.โดยหยิบยกตัวเลข

งบประมาณที่รัฐต้องลงทุนในการผลิตแพทย์มหาศาล โดยค่าใช้จ่ายต่อหัวอยู่ที่ 4.7 ล้านบาท แต่นักศึกษาแพทย์ยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าปรับเพียง 4 แสนบาท เพียงเพื่อไม่ต้องทำงานใช้ทุน จึงมีเสียงตอบรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างท่วมท้น

จับตาว่าหลังเพิ่มค่าปรับเป็น 2.5 ล้านบาทแล้ว จะแก้ปัญหานักศึกษาแพทย์เบี้ยวทุนได้หรือไม่!!

 

ไล่ออก ‘ผอ.สามเสนฯ’ อวสาน ‘แป๊ะเจี๊ยะ’

เรียบร้อยโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยไปแล้ว กรณีมีผู้ปกครองเผยแพร่คลิปผู้บริหารโรงเรียนสามเสนฯ โดยกล่าวหา นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนฯ ในขณะนั้น เรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ 4 แสนบาท เพื่อแลกกับการรับเด็กเข้าเรียนชั้น ม.1 ปีการศึกษา 2560 หลังจากเรื่องราวคาราคาซังมานานเกือบ 1 ปีเต็มๆ

โดยคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กศจ.กทม.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 มีมติเอกฉันท์ 6 : 0 ให้ “ไล่ออกจากราชการ” ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนฯ ภายหลังคณะอนุกรรมการ กศจ.ด้านบุคคล ได้เสนอให้ที่ประชุม กศจ.กทม.พิจารณาโทษวินัยร้ายแรง โดยให้มีผลทันที

พร้อมกันนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยังจับมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงพื้นที่ตรวจสอบการรับนักเรียนของโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เพื่อป้องปรามการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะแลกกับที่เรียน โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2561 เป็นปีแรก หลังจากที่ ป.ป.ช.ได้ตีความว่า “เงินบริจาค” ถือเป็น “สินบน” ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมาย ป.ป.ช.

เรียกได้ว่าเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู สกัดปัญหา “แป๊ะเจี๊ยะ” ที่มีมาอย่างยาวนาน ส่วนจะแก้ไขปัญหาได้อย่างถาวรหรือไม่ ต้องติดตามกันยาวๆ

 

ลุ้นคลอด ‘ก.การอุดมศึกษาฯ’

และแล้วที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” หรือ “กระทรวงสะเต็ม” ซึ่งประกอบด้วยร่าง พ.ร.บ.อีก 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.กระทรวงการอุดมศึกษา ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่..) พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. …

เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาคนที่มีคุณภาพ เพื่อเตรียมประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 และเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21

สำหรับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เป็นการแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ออกจากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปรวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และหน่วยงานด้านการวิจัย อาทิ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นต้น

โดยมีเป้าหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษาฯเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

รอดูกันว่า กระทรวงการอุดมศึกษาฯ จะได้ฤกษ์ คลอดŽ ตามกำหนดหรือไม่!!

 

’โขนไทย’ ขึ้นบัญชีมรดกวัฒนธรรมฯ

นับเป็นข่าวดีส่งท้ายปีสำหรับคนไทย เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม 2561 ที่เมืองพอร์ตหลุยส์ สาธารณรัฐมอริเชียส ได้พิจารณา และประกาศให้ขึ้นบัญชี การแสดงโขนในประเทศไทย “Khon masked dance drama in Thailand” ในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ อย่างเป็นทางการ!!

ทั้งนี้ ไทยได้ผลักดัน “โขนไทย” และนำเสนอรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ให้ยูเนสโกพิจารณาตั้งแต่ปี 2561 หลังจากไทยเข้าร่วมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก เมื่อปี 2559

นอกจากนี้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงอนุรักษ์ ส่งเสริม ฟื้นฟู สืบสาน และพัฒนาการแสดงโขนในทุกมิติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเครื่องแต่งกายเครื่องประดับโขนชุดใหม่ พัฒนาการแต่งหน้าให้งดงาม ดึงดูดความสนใจ พัฒนารูปแบบ และเทคนิคการแสดง ฉากเวที แสง สี เสียง จนเป็นที่มาของ “โขนพระราชทาน”

บวกกับองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ โดดเด่น จึงทำให้โขนไทยยิ่งใหญ่ อลังการ สร้างความตื่นตาตื่นใจ และสร้างความประทับใจ แก่ชาวไทย และชาวต่างชาติมาแล้วทั่วโลก

มาลุ้นกันต่อว่า “นวดไทย” จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ ในปีหน้าหรือไม่…

 

ปิดฉากขรก.เกษียณนั่ง ‘อธิการบดี’

กลับมาร้อนแรงอีกครั้งกับประเด็น “ผู้เกษียณอายุราชการ” เป็น “อธิการบดี” ไม่ได้

เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 กรณีที่ นายชวลิต สันถวะโกมล ผู้สมัครอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) กาญจนบุรี ฟ้องร้อง มรภ.กาญจนบุรี และสภา เมื่อปี 2551 กรณีมีมติแต่งตั้ง นายปัญญา การพานิช อดีตอธิการบดี มรภ.กาญจนบุรี ที่เกษียณอายุให้ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดี มรภ.กาญจนบุรี โดยศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้อง แต่ศาลปกครองสูงสุดได้กลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนมติสภา มรภ.กาญจนบุรี โดยวินิจฉัยว่าทั้งอธิการบดี และรักษาการอธิการบดี ต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์

ส่งผลให้ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) พร้อมคณะ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รวม 11 แห่ง ให้ออกหนังสือเวียน และประกาศกลางถึงมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งมีเกือบ 70 แห่ง ได้แก่ มรภ. 38 แห่ง มทร. 10 แห่ง สถาบันการพลศึกษากว่า 10 แห่ง และอื่นๆ ไม่รวมมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ ขอให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

ซึ่ง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เห็นว่าคำสั่งดังกล่าว แม้จะมีผลเฉพาะ มรภ.กาญจนบุรี แต่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ต้องใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องร้องขึ้นอีก

นับเป็นการปิดฉากมหากาพย์ข้าราชการเกษียณ นั่งเก้าอี้อธิการบดี หลังจากยืดเยื้อมายาวนานนับ 10 ปี

 

’ร.ร.-ม.เอกชน’ หนีตายก่อนเผาจริง

ปัญหาประชากรในวัยเรียนลดลง สวนทางกับสถานศึกษาที่มีเพิ่มมากขึ้นในทุกระดับ ได้ส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือนปี 2561 จะมองเห็นผลกระทบได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในระดับอุดมศึกษา ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงแค่สถานศึกษาเอกชนเท่านั้น แต่รวมถึงรัฐ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.)

ในยุครุ่งเรือง มีเด็กเข้าสู่ระบบโรงเรียนจำนวนมาก และจบชั้น ม.6 มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี ทำให้สถานศึกษารัฐไม่เพียงพอ สถานศึกษาเอกชนจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

แต่เมื่อประชากรวัยเด็กลดลง โรงเรียนเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่มีอยู่มากมาย จึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในปีการศึกษา 2561 ที่ผ่านมา จึงเกิดปรากฏการณ์ที่โรงเรียนเอกชน และมหาวิทยาลัยเอกชน “แย่งชิง” นักเรียน และนักศึกษา จากโรงเรียน และมหาวิทยาลัยของรัฐ จนถึงขั้นผู้บริหารบางพื้นที่ไม่มองหน้ากัน

ที่เห็นได้ชัดเจนคือปีการศึกษา 2561 เป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยคัดเลือกนักศึกษาผ่านระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ซึ่งเปิดรับถึง 5 รอบ ปฏิบัติการ “แย่ง” นักเรียน และนักศึกษา จึงเกิดขึ้น!!

ปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้มหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งต้องปิดตัว หรือควบรวมกิจการเพื่อความอยู่รอด และดูเหมือนมหาวิทยาลัยรัฐอย่าง มรภ.โดยเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด หรือจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยรัฐเดิมไปตั้งวิทยาเขต จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

แต่ถ้าคิดกันว่าปี 2561 หนักหนาสาหัสกันแล้ว ว่ากันว่าแค่ “เผาหลอก” ส่วน “เผาจริง” จะเริ่มตั้งแต่ปี 2562-2563

 

’สภาวิชาชีพ’ ท้าชนมหา’ลัย

ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “สภาวิชาชีพ” และ “มหาวิทยาลัย” มาถึงจุดแตกหัก หลังร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. … กำหนดในมาตรา 64 ไม่ให้อำนาจสภาวิชาชีพรับรอง หรือกำหนดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน, มาตรา 65 สภาวิชาชีพจะออกข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์เพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพ หรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา, มาตรา 66 กรณีที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาเห็นว่าสภาวิชาชีพใดฝ่าฝืนมาตรา 64 ให้แจ้งสภาวิชาชีพทราบ และให้ปฏิบัติตาม

ซึ่งทั้ง 3 มาตรานี้ “สกัด” ไม่ให้สภาวิชาชีพเข้าไปเกี่ยวข้องกับการ “รับรอง” หลักสูตรเหมือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 48 ที่ให้สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการให้บริการทางวิชาการ และวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคมภายนอก ซึ่งสภาวิชาชีพเห็นว่าไม่ใช่หน้าที่ของมหาวิทยาลัย

ทำให้ 11 สภาวิชาชีพ รวมตัวกันเคลื่อนไหวคัดค้านให้ถอนทั้ง 4 มาตรานี้ออกจากร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตัดสินใจให้แจ้งคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอถอดมาตรา 64, 65 และ 66 ออกจากร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา

แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างจะจบ เพราะ “อธิการบดี” หลายคนที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ส่งสัญญาณถึงสภาวิชาชีพทั้ง 11 แห่ง แทบจะในทันทีว่า ในขั้นตอนการพิจารณากฎหมายของ สนช.ถ้าอธิการบดีที่เป็น สนช.เห็นว่าจำเป็นต้องคงมาตรา 64, 65 และ 66 ไว้ ก็ใส่มาตราเหล่านี้กลับเข้าไปใหม่ได้

ต้องติดตามว่าเกมชิงไหวชิงพริบนี้ สุดท้ายจะลงเอยอย่างไร??