เปิดใจ..ดร.วัลลภ สุวรรณดี นำทัพ ‘ม.เอกชน’ ฝ่าวิกฤต “เผาจริง”?? (คลิป)

4.01.19 | 15:46 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปีการศึกษา 2561 ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกปีที่ยากลำบากสำหรับสถานศึกษาเอกชน ไม่ว่าจะเป็น “โรงเรียนเอกชน” หรือ “มหาวิทยาลัยเอกชน” เพราะข่าวคราวที่ออกมาแต่ละครั้ง ชวนให้หายใจหายคอไม่คล่อง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเด็กที่ลดลง ทำให้เกิดการ “แย่งชิง” เด็กระหว่างสถานศึกษาของรัฐ และเอกชน ถึงขั้นโรงเรียน และมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งต้องเลิกจ้างครู เลิกจ้างอาจารย์ บางแห่งต้องปิดหลักสูตร และบางแห่งถึงขั้นต้องควบรวมกิจการ หรือมีแนวโน้มต้องปิดกิจการกันเลยทีเดียว!!

ว่ากันว่าปีการศึกษา 2561 ที่เรียกว่าหนักหนาสาหัสสำหรับสถานศึกษาเอกชนแล้ว ความจริงแค่ “เผาหลอก” ส่วน “เผาจริง” จะเริ่มในช่วงปีการศึกษา 2562-2563 ที่กำลังจะมาถึง…

ฉะนั้น สถานศึกษาเอกชน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน จะรับมือ และปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด “มติชน” จึงถือโอกาสนี้ จับเข่าคุยกับ ดร.วัลลภ สุวรรณดี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการศึกษาเอกชนมากว่า 30 ปี เพื่อมาพูดคุยถึงปัญหา และทางออกของมหาวิทยาลัยเอกชน…

๐อยู่ในวงการศึกษาเอกชนมากว่า 30 ปี อะไรที่เป็นปัญหาของมหาวิทยาลัยเอกชน?
“ผมอยู่ในวงการศึกษาเอกชนมาตั้งแต่ปี 2530 มีอยู่ 2-3 ประเด็นที่พูดกันมากคือ จำนวนตัวป้อน หรือจำนวนผู้เรียนลดลง ก็เป็นความจริง ผมคิดว่าไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่ทั่วโลกด้วย เกิดจากสภาวะการเติบโตของครอบครัวในอดีต เลยทำให้ตัวป้อนของผู้ที่เข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกลดลง แต่อย่ามองตรงนั้นเป็นปัญหา ส่วนตัวผมไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นปัญหา แต่มองว่าเป็นสภาพของประชากรที่เกิดขึ้นมากกว่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐ และเอกชน มีหน้าที่ดูแลปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่มองเป็นปัญหาเพราะการบริหารงานใดๆ ผมคิดว่ามีทางออกทั้งนั้น

ประเด็นต่อมาที่พูดกันคือ ความเท่าเทียมกันของสถาบันการศึกษาทั้งรัฐ และเอกชน ที่ยังมีความแตกต่างกันอยู่ แม้ว่าโดย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แนวนโยบายการจัดการศึกษาของรัฐเอง ที่กำหนดว่าเอกชนต้องมีบทบาทที่สำคัญ พึงได้รับการดูแลให้มีความเสมอภาคกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เข้ามาจัดการศึกษา แต่ถึงเวลาปฎิบัติจริงๆ แล้ว อาจจะไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ เนื่องจากการตีความก็ดี หรือแนวคิดอะไรบ้างอย่าง ที่ทำให้บางส่วนของภาครัฐ มองการจัดการศึกษาของเอกชนนั้นไปอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งบรรดาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือโรงเรียนเอกชน ต่างเรียกร้องว่าอยากจะขอให้เข้าใจว่าการจัดการศึกษาของเอกชน เป็นส่วนที่แบ่งเบาภาระของรัฐได้พอสมควร”

Advertisement

๐การที่เอกชนเข้ามาช่วยจัดการศึกษา ถูกมองว่าเป็นเรื่องธุรกิจการศึกษา?
“เหตุเพราะการลงทุนของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ลงทุนไป นับตั้งแต่โรงเรียนในระดับอนุบาลขึ้นมาถึงระดับปริญญาเอก ผมว่าทุกส่วนของสังคมคงจะต้องให้ความกรุณา มองว่าเป็นการลงทุนที่เอกชนลงทุน 100% ให้กับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ อาคารสถานที่ อุปกรณ์การเรียน คณาจารย์ หรือการพัฒนาอาจารย์ก็ดี ที่สำคัญคือความตั้งใจจริง ที่เข้ามาจัดการศึกษาเพื่อช่วยให้ทรัพยากรของประเทศเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า และสถานศึกษาเอกชนมีความคล่องตัว ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่เอกชนพึงต้องมี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

การศึกษาเอกชนเราไม่เคยมองกันว่าเป็นธุรกิจ เพราะเราไม่มีคำว่ากำไร เราถือว่าเรามีรายได้เหนือรายจ่าย เหตุผลที่ไม่เรียกว่ากำไร เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถนำรายได้เหนือรายจ่ายทั้งหมดไปเป็นประโยชน์ส่วนตนได้ กฎหมายบังคับไว้ ฉะนั้น ถือว่าเข้ามามีส่วนรับภาระในการจัดการศึกษาของรัฐค่อนข้างจะหนักพอสมควร และเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนด้านอื่นแล้ว เขาได้ส่วนแบ่งไปเต็มที่ แต่ของสถานศึกษาเอกชนต้องคืนกลับไปให้กับมหาวิทยาลัย ให้กับสถาบันที่บริหารงานอยู่ ไม่อยากให้มองว่าการจัดการศึกษาเป็นธุรกิจ ถ้ามองเป็นธุรกิจ ก็ไม่ควรเข้ามาจัดการศึกษา ผู้เข้ามาต้องทุ่มเท มาร่วมพัฒนาคน คำว่าพัฒนาคนไม่ใช่ว่าพัฒนานักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ แต่หมายถึงคณาจารย์ ต้องส่งเสริมให้เขามีคุณวุฒิที่สูงขึ้นอีกด้วย”

๐เด็กลดลง ทำให้เกิดการแย่งกันระหว่างรัฐ เเละเอกชน หรือระหว่างเอกชนด้วยกันหรือไม่?
“ผมไม่อยากให้ใช้คำว่าเเย่ง เราเป็นสถาบันการศึกษา เราไม่สามารถไปตบไม้ตบมือแล้วบอกว่าของเราดีกว่า คงไม่ใช่ แต่การจัดการศึกษาที่จะได้ความสนใจจากผู้ปกครองก็ดี ผู้เรียนก็ดี ที่ปัจจุบันค้นคว้าหาข้อมูลได้เอง ขึ้นอยู่กับว่ามหาวิทยาลัยสามารถเสนออะไรให้ผู้ปกครอง และนักศึกษา ถามว่าตรงนั้นเป็นการแย่งหรือไม่ คงไม่ใช่ เป็นการทำความเข้าใจให้กับสังคมว่าแต่ละสถาบันอุดมศึกษามีจุดเด่นอย่างไร เราไม่สามารถดำเนินการอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสมต่อความเป็นสถาบันได้

ฉะนั้น การที่มหาวิทยาลัยเสนอต่อผู้เรียน ต่อผู้ปกครอง ต่อสังคม ว่าแต่ละสถาบันมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อการจัดการศึกษาอย่างไร ตรงนั้นต่างหากที่เราต้องเสนอให้สังคมได้รับทราบ แต่เขาจะมาสมัครเรียนหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งมีตัวแปรอื่นตามมาอีกพอสมควร

อยากเรียนว่าการที่เรียนสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ปัจจุบันสังคมเห็นว่า ไม่ว่าจะเรียนรัฐ หรือเอกชน ค่าใช้จ่ายไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะมีสถาบันอุดมศึกษารัฐเก็บค่าใช้จ่ายในบางหลักสูตรสูงมากกว่าเอกชนเสียด้วยซ้ำไป”

๐จุดเด่นของมหาวิทยาลัยเอกชนอยู่ตรงไหน?
“ความคล่องตัว และสภามหาวิทยาลัย ที่ประกอบด้วยกรรมการผู้มาจากการแต่งตั้งของผู้รับใบอนุญาต และมาจากการแต่งตั้งเข้ามาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มีบทบาทที่สำคัญ เพราะเป็นองค์กรที่กำหนดนโยบาย เป็นองค์กรที่กำกับการบริหาร และเป็นองค์กรหนึ่งที่เป็นแรงกระตุ้นให้กับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ความคล่องตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำเงินมาลงทุนโดยผู้ประกอบการ ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ผมคิดว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนสามารถทำได้เร็วกว่า และอาจจะทำได้ถูกกว่า เพราะการบริหารงานของภาคเอกชน การกำกับการของเจ้าของเงิน เจ้าของกิจการ นำไปสู่ความมีประสิทธิภาพได้สูงกว่า ความคล่องตัวในการตัดสินใจ ในการมีหลักสูตรใหม่ๆ ในการที่จะลงทุนซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆ นั้น ผมว่าเราทำได้เร็วกว่า และหลายครั้งประหยัดกว่า สิ่งนี้เป็นผลดีที่เอกชนสามารถทำได้”

๐มหาวิทยาลัยเอกชนเปิดหลักสูตรได้ทันสมัยกว่า?
“ตามแนวคิดใช่ แต่ต้องประกอบด้วยแนวคิดของผู้บริหาร แต่การเปิดหลักสูตรนั้น เรามีขั้นตอน ซึ่ง สกอ.ให้อำนาจกับสภามหาวิทยาลัยในการพิจารณาหลักสูตร อาจจะมีประเด็นบางประเด็นที่เราเรียกร้องกันอยู่ คือแม้ว่าสภามหาวิทยาลัยอนุมัติแล้ว แต่บางครั้งขั้นตอนที่ส่งไปยังภาคส่วนของรัฐ อาจมีประเด็นบางประเด็นขึ้นมาได้บ้าง กำลังทำความเข้าใจกันอยู่ แต่การทำหลักสูตรก็ดี หรือการพิจารณาแนวคิดต่างๆ ผมว่าเราทำได้คล่องตัวพอสมควร”

๐สสอท.ประชุมเพื่อกำหนดทิศทางร่วมกันบ่อยหรือไม่?
“ในการประชุมแต่ละครั้ง มหาวิทยาลัยเอกชนแต่ละแห่งที่เป็นสมาชิก จะมีผู้แทนที่กำหนดไว้อย่างน้อยสุด 3 คน คือ อธิการบดี หรือผู้ที่มหาวิทยาลัยมอบหมายให้เข้าร่วมประชุม การประชุมจะมีคณะกรรมการอำนวยการ ซึ่งเป็นคณะย่อยมาดูเรื่องนโยบาย และมีคณะกรรมการบริหารสมาคม การประชุมของ สสอท.จะประชุมกันทุกเดือน โดยแบ่งการประชุมของคณะกรรมการบริหารสมาคม และคณะกรรมการสามัญสมาชิก เพื่อจะได้เข้าถึง และเวียนประชุมตามมหาวิทยาลัยเอกชนต่างๆ เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดกัน ให้เห็นปัญหา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถือเป็นการทำงานที่ค่อนข้างจะใด้ความร่วมมือในระดับที่น่าชื่นชม แต่ว่าอาจจะมีบางมหาวิทยาลัยขาดประชุม หรือการมีส่วนร่วมนั้นอาจจะยังไม่มากพอ ถือเป็นเรื่องธรรมดา เราก็ใช้กลไกของการประชาสัมพันธ์ให้เห็นว่า ขณะนี้ สสอท.มีนโยบายอย่างไร กำลังจะตัดสินใจเดินในทางไหน เพื่อให้รับทราบร่วมกัน”

๐ปัญหาต่างๆ ที่ต้องเผชิญในขณะนี้ จะปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดต่อไป?
“ถ้าจำนวนตัวป้อนลดลง ผมเรียนว่าทุกสถาบันการศึกษาทั้งรัฐ และเอกชนไม่ต่างกัน จำนวนผู้เรียนนั้นลดลง ต้องมีการปรับแนวทางการบริหาร อันดับแรกคือ การดูแลเรื่องของรายรับรายจ่าย เท่าที่ผ่านมา ยังไม่เห็นสถาบันที่ถึงขั้นจะเลิกจ้าง หรือให้บุคลากรต้องลาออก อาจจะมี แต่เท่าที่ได้รับรายงานยังไม่มีถึงขั้นนั้น ซึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนสามารถบริหารได้โดยเพิ่มประสิทธิภาพของกำลังคนที่มีอยู่ เช่น ชั่วโมงสอนอาจารย์ลดลง แต่ไม่ได้แปลว่าอาจารย์ต้องลาออก ให้อาจารย์ที่มีชั่วโมงว่างทำงานวิจัยเพิ่มขึ้น หรือทำกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัยมาก หรือในกรณีที่มีชั่วโมงสอนเหลือ อาจส่งไปอบรมเพิ่มเติม ส่งไปทำงานอยู่ในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาตนเองเพิ่มเติม และเอาความรู้นั้นกลับเข้ามาใช้ในวิชาที่รับผิดชอบอยู่

นอกนั้นแล้ว เป็นเรื่องของการบริหารต้นทุน เพราะหลายอย่างเราสามารถดูแลได้ เช่น การดูแลค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น เพราะขณะนี้ทุกสถานศึกษาทราบดีว่า เรายังต้องลงทุนต่อ เพราะนักศึกษามีความจำเป็น และต้องการที่จะสัมผัสกับเทคโนโลยี และสื่อการสอนใหม่ๆ การลงทุนเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือยังคงต้องมีอยู่”

๐มีข่าวว่ามหาวิทยาลัยเอกชนปิดตัวแล้วหลายแห่ง?
“ผมทราบข่าวอยู่บ้าง ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในต่างจังหวัด และมหาวิทยาลัยเอกชนเหล่านั้น ไม่ใช่เพิ่งปิดตัวตอนนี้ อาจเกิดจากกระบวนการจัดการศึกษาที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละภูมิภาค อาจมีตัวเสียเปรียบบางประการ ในแง่ที่ว่าการแข่งขันในระดับภูมิภาค ตลอดจนการระดมบุคคลากรที่มีคุณภาพมาช่วยในการจัดการศึกษาอาจจะลำบาก ประกอบกับผู้ประกอบการอาจจะรู้สึกว่านำไปทำกิจการอื่นอาจจะสะดวกกว่า ซึ่งได้ส่งสัญญาณมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะส่งสัญญาณตอนนี้ แต่ว่าในกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่ๆ ยังไม่เห็น”

๐ปัญหาที่เอกชนเผชิญในปัจจุบัน รัฐจะช่วยแก้ไขอย่างไร?
“ก่อนที่จะเรียนถึงรัฐบาล ขอเรียนถึงสังคมก่อน ตอนนี้สังคมควรจะต้องให้ความเข้าใจร่วมกันในประเด็นของปัญหาที่เกิดขึ้น ผมไม่อยากให้มองว่าสิ่งนี้คือปัญหา เรามาร่วมกันให้กำลังใจ ร่วมกันมองว่าการที่สถานศึกษาเอกชนได้ลงทุนไป สังคมจะช่วยดูแลได้อย่างไร ผมไม่อยากให้สื่อหยิบกระแสนี้ และบอกว่าเด็กลด ทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนต้องปิดตัว ผมว่าการมองเช่นนั้น ทำให้ปัญหาไม่ได้นำไปสู่การแก้ไข อาจจะต้องช่วยกันมอง ให้ข้อเสนอแนะ ไม่ต้องถึงขั้นให้กำลังใจ แต่อยากสร้างความเข้าใจว่าทรัพย์สินการลงทุนของเอกชนที่ลงทุนไปนั้น เป็นการลงทุนของสังคมด้วย ดังนั้น เราจะดูแลช่วยกันได้อย่างไรบ้าง

หลายสถาบันทั่วโลกตอนนี้มีการปรับเปลี่ยน มีการจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของศิษย์เก่าที่จบไป มีการตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ เพราะว่าหลักสูตรที่เรียนไปอาจจะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานประกอบการ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการธุรกิจต่างๆ จำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องมาเติมเต็มในสิ่งที่ขาด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนช่วยได้หมด

แนวคิดที่ว่าปิดก็ปิดไป เพราะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน คงจะไม่ใช่ ผมเรียนว่าเอกชนคือสังคมของเราด้วย เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งกระทบ สังคมกระทบด้วย ควรหาทางช่วยกัน โดยช่วยกันด้านความคิดเห็น ทำอย่างไรทุกส่วนอยู่ด้วยกันได้
ส่วนภาครัฐ อย่างที่ผมเรียนไป ต้องมองว่าสถานศึกษาเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันอุดมศึกษา หรือโรงเรียนเอกชน ที่มาร่วมจัดการศึกษาเอกชน เป็นการลงทุนของสังคม ไม่ใช่ของเอกชนฝ่ายเดียว ฉะนั้น รัฐจะต้องพิจารณาประเด็นนี้ด้วย และคำว่ารัฐในที่นี้ ทั้งผู้กำหนดนโยบาย คือรัฐบาล และผู้ที่นำนโยบายไปปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหนของกระทรวง ของหน่วยงาน ถ้าทุกท่านมีส่วนร่วม และช่วยเหลือกัน ผมว่าสังคมเราจะอยู่รอด”

๐มีคนมองว่าสถานศึกษาเอกชนเป็นส่วนเกิน?
“ส่วนผู้ที่บอกว่าสถานศึกษาเอกชนเป็นส่วนเกิน ไม่ใช่ส่วนเกิน แต่เป็นส่วนที่ผสมผสานอยู่ในสังคมปัจุบัน ถ้าสังคมช่วยกันมองว่าการจัดการศึกษาเอกชนไม่เป็นส่วนเกิน เป็นส่วนผสมที่มีความสำคัญต่อสังคมประเทศชาติ การศึกษาจะเดินหน้าต่อไปได้”