สืบเนื่องกรณี นายสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ในเครือมติชน เปิดเผยถึงความเข้าใจคลาดเคลื่อนกรณีการเข้าสู่ปีกุนซึ่งบางส่วนเข้าใจว่าเริ่มต้นหลังสงกรานต์ 2562 โดยยืนยันว่าที่ถูกต้องคือ เริ่มต้นตั้งแต่หลังวันลอยกระทง 2561 (อ่านข่าว ‘สุจิตต์’ ตื่นเช้า เปิดทีวีเจอพิธีกรดังบอก ‘ปีกุน’ เริ่มหลังสงกรานต์ 62 ยัน ไม่จริง! ชี้นักษัตรเปลี่ยนตั้งแต่หลังลอยกระทง 61)
ต่อมา มีผู้ตั้งคำถามผ่านโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยนายสุจิตต์ กล่าวว่า การมีผู้ตั้งคำถามมากมาย ถือเป็นเรื่องที่ดี แสดงว่าสังคมให้ความสนใจ โดยคำถามที่ถูกถามมาก คือ จากข้อมูลที่ว่าไทยรับนักษัตรจากจีนนั้น เหตุใดเมื่อเข้าสู่นักษัตรใหม่ จึงไม่เริ่มที่ ‘ตรุษจีน’ แต่ไปเริ่มหลังลอยกระทง
นายสุจิตต์ตอบว่า เป็นการรับแล้วปรับเข้าวัฒนธรรมอุษาคเนย์ กล่าวคือ ผู้คนในอุษาคเนย์ รับปีนักษัตรจากจีน แล้วนำมาปรับเข้ากับประเพณีของตัวเอง ซึ่งเดือนอ้าย คือ เดือนที่ 1 ของปี เป็นช่วง ‘เริ่มฤดูกาลใหม่’ ของคนในภูมิภาค ตรงกับเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมทางสากล ซึ่งคือช่วงหลังลอยกระทงไปแล้ว นอกจากนี้ แม้แต่จีนเอง ก็เชื่อกันว่า อาจรับนักษัตรมาจากที่อื่นด้วย โดยเอามาปรับเข้ากับวัฒนธรรมจีนเช่นกัน
“ส.พลายน้อย และปราชญ์สยามหลายท่านบอกตรงกันว่า ปีนักษัตรจีนก็รับจากที่อื่น อาจเป็นเปอร์เซีย – อิหร่าน จากนั้น จีนปรับเข้ากับประเพณีจีน โดยเปลี่ยนปีนักษัตรตอนตรุษจีน สำหรับชื่อปีนักษัตรจากสัตว์ประจำปีนักษัตรว่า ชวด (หนู) ฉลู (วัว) ขาล (เสือ) จอ (หมา) กุน (หมู) ฯลฯ เป็นคำถิ่นในตระกูลมอญ-เขมร ซึ่งเชื่อว่าเป็นภาษาของพวกกุย (กวย, โกย) คนภาคกลาง เรียก ส่วย ปัจจุบันคนกลุ่มนี้ยังเรียกหมาว่า จอ”
นายสุจิตต์ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลข้างต้นสะท้อนว่า ไทยรับปีนักษัตรจากคนพูดภาษากลุ่มมอญ-เขมร แล้วเอามาปรับเข้ากับประเพณีไต-ไท-ไทย พร้อมนำชื่อในภาษาตระกูลดังกล่าวมาด้วย สำหรับคนพูดภาษาตระกูลไต-ไทย-ไทยเองนั้น ก็มีชื่อปี ปีของตัวเอง เรียก ไจ้ (ตรงกับปีชวด) ,เป้า (ฉลู), ญี่ หรือ ยี (ขาล), เม้า (เถาะ), สี (มะเมีย) ไส้ (มะแม) ฯลฯ ซึ่งปีเหล่านี้ก็มีผู้สันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนเช่นกัน แต่ใช้มาก่อนปีนักษัตร ต่อมา เมื่อภาษาและวัฒนธรรม ไต-ไท มีอำนาจเหนือลุ่มน้ำเจ้าพระยาและรับประเพณีมอญ-เขมรก็เปลี่ยนมาใช้ปีนักษัตรแบบมอญ-เขมร ดังเช่นที่ปรากฏในศิลาจารึก ซึ่งเรียกปีนักษัตรว่า ‘ปีขอม’ นั่นเอง

