หมายเหตุ… เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดแถลงการดำเนินงาน ศธ.ในรอบ 4 ปี (พ.ศ.2558-2561) โดยมีผู้บริหาร ศธ.ได้แก่ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ., นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา, นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ นางอรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ร่วมแถลงผลงานการดำเนินการ 4 ปีที่ผ่านมา โดย “มติชน” เห็นว่ามีสาระน่าสนใจ จึงนำเสนอ
๐นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์
รัฐมนตรีว่าการ ศธ.
“ผลการดำเนินงาน ศธ.ในรอบ 4 ปี (พ.ศ.2558-2561) มองว่าเวลาประเมินที่ดีที่สุด ให้คนอื่นประเมินดีกว่า จะให้ประเมินตัวเองคงไม่ดี เพราะคนเรามีแนวโน้มที่จะหลอกตัวเองได้ ส่วนผมพอใจผลงานของ 5 องค์กรหลัก ศธ.เช่น ในแง่ของครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ ศธ.แก้ไขปัญหา แต่ยังไม่ค่อยเห็นเข้าไปอยู่ในนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ เช่น ความเป็นอยู่ของครู บ้านพักครูที่ ศธ.ซ่อมให้ หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) คืนเบี้ยที่เคยหักไว้ให้กับครูที่กู้เงิน หรือการลดภาระที่ไม่จำเป็นต่างๆ ออกไป การเปลี่ยนวิธีการเลื่อนวิทยฐานะ หรือโครงการคูปองพัฒนาครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สิ่งต่างๆ ที่ ศธ.ได้ทำไว้ ผมพอใจ และอยากให้ใครก็ตามที่มาสานต่อ ทำให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และดียิ่งขึ้น
ผมพอใจผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา ของ 5 องค์กรหลักใน ศธ.อย่างที่เคยพูดมาตลอดว่า ศธ.มีปัญหามานาน และสะสม การที่ ศธ.เริ่มต้นปฏิรูปด้วยสภาพที่ถูกมองในแง่ลบ และพยายามเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคนนั้น ลักษณะแบบนี้ไม่เวิร์กในการปฏิรูปการศึกษา เพราะการปฏิรูปต้องเริ่มว่าเราอยู่ที่ไหน และขยับไปทีละนิด ทำเป็นขั้นตอน การที่ 5 องค์การหลัก ศธ.ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ผมก็พอใจ เพราะยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ไม่ว่ารัฐบาลไหนทำตาม จะครอบคลุมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง ทรัพยากรมนุษย์ เรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก เรื่องสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร เรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ และเรื่องปฏิรูประบบราชการ ถ้ามองให้ดี ศธ.ทำครบ แต่ครบหมดหรือไม่ อยู่ที่มุมมองการประเมินของคนที่มองเข้ามา
ส่วนจะให้คะแนนเท่าไหร่กับผลการทำงานของข้าราชการที่ทำงานมา 4 ปีนี้ ผมให้เกิน 5 คะแนน แต่บางเรื่อง เช่น คูปองพัฒนาครูให้ 8-9 คะแนน เรื่องส่งเสริมการศึกษาเพื่อการมีงานทำ หรือ E to E ให้ 6-7 คะแนน ผมมองว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ภาพรวมทั้งหมด ผมว่าเกินครึ่งแน่นอน อีกเรื่องที่พอใจมากคือ ธรรมาภิบาล ผมมองว่ายุคนี้สังคมช่วยเราเยอะ เป็นยุคที่การโกงที่ได้รับการสะสาง และป้องปรามมากที่สุดยุคหนึ่ง ทุกอย่างตรงไปตรงมา เป็นสิ่งที่ผมพอใจ เรื่องนี้ไม่ใช่ผลงานชิ้นโบแดง ถ้าดูดีๆ อะไรก็ตามที่สะท้อนออกมาในสื่อจำนวนมาก แสดงว่าอยู่ในจิตใจของประชาชน บางเรื่อง เช่น บูทแคปม์ หรือ E to E คนอาจจะไม่รู้สึกโดนเท่าเรื่องโกง เพราะเขาไม่อึดอัดใจมาก ดังนั้น เรื่องโกงไม่ใช่ผลงานชิ้นโบแดง แต่เป็นผลงานที่ประชาชนพอใจ
นอกจากนี้ ในยุคนี้ ทั้ง น.ส.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และนางวัฒนาพร ระงับทุกข์ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีผลต่อครูมาก และนำโดยสตรี ที่เข้าใจความทุกข์ของมนุษย์ ผมจึงพอใจที่ตั้งผู้หญิงเข้ามาอยู่ในตำแหน่งบริหารมากขึ้น ถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางเพศอีกทางหนึ่งด้วย”

๐นายการุณ สกุลประดิษฐ์
ปลัด ศธ.
“สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน สป.ศธ.มีหน่วยงานในสังกัด 3 หน่วยงาน โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้ขับเคลื่อนโครงการ/กิจกรรมสำคัญตามยุทธศาสตร์ชาติ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง แก้ปัญหาประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยได้นำผู้เรียน 38,501 คน เข้าสู่ระบบการศึกษา จากกลุ่มเป้าหมาย 45,289 คน ซึ่งที่เหลือจะติดตามเพื่อให้เข้าสู่การศึกษาตามความต้องการของผู้เรียนต่อไป ได้เผยแพร่ความรู้ให้กับนักศึกษา และประชาชนใน 2 ส่วน ได้แก่ อบรมให้ความรู้กับประชาชน 580,888 คน ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และอบรมให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ชาติไทยให้กับผู้บริหาร และครู กศน.จำนวนหมื่นกว่าคน
กศน.จัดฝึกอาชีพให้กับประชาชน ที่เน้นสนองตอบต่อความต้องการของพื้นที่ และชุมชน ในปีที่ผ่านมามีผู้เข้ารับการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น เพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างอาชีพเสริม เริ่มอาชีพใหม่กับ กศน.จำนวน 849,914 คน และ กศน.ได้จัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้กับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ปีละประมาณ 1 ล้านคน ได้แก่ กลุ่มประชากรวัยแรงงานที่ไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 211,038 คน กลุ่มประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบโรงเรียน 97,368 คน กลุ่มทหารกองประจำการ 59,134 คน กลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำ 29,807 คน กลุ่มผู้พิการ 10,187 คน กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้นำท้องถิ่น เกษตรกร ชาวไทยภูเขา อสม.ผู้ปฏิบัติศาสนกิจ และอื่นๆ อีกประมาณ 543,073 คน
นอกจากนี้ สป.ศธ.ร่วมกับ กศน.สำรวจข้อมูล พบว่ามีประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา และต้องดึงกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา จำนวน 470,591 คน ทั้งนี้ กศน.สามารถดึงเป้าหมายกลับเข้าสู่การศึกษาได้ จำนวน 49,431 คน และที่เหลือพร้อมจะกลับเข้าสู่ระบบต่อไป
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีผลงาน ดังนี้ รณรงค์ประดับธงชาติไทยในสถานศึกษา เคารพธงชาติ และร้องเพลงชาติไทยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนให้ครบ 100% จำนวน 3,184 คน มีโครงการพัฒนาคุณภาพครูโรงเรียนเอกชน โดยร่วมกับคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด (ส.ปส.กช.) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั่วประเทศพัฒนาผู้บริหารบริหารครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีสมรรถนะการจัดการเรียนการสอนตามนโยบายของ ศธ. 33,998 คน ด้านการบริหารจัดการเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนให้มีประสิทธิภาพ มีการตรวจสอบเด็กซ้ำซ้อน 3,830 คน เรียกเงินคืนในรอบ 4 ปี (2557-2560) 115,734,774 บาท และสร้างความเข้าใจในการใช้จ่ายเงินอุดหนุนให้มีประสิทธิภาพในโรงเรียนเอกชน 496 แห่ง
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ออกกฎระเบียบการประเมินวิทยฐานะ จากเดิมที่ประเมินจากเอกสารผลงานวิชาการ เปลี่ยนมาเป็นการประเมินที่เน้นการปฏิบัติงานในหน้าที่รับผิดชอบ และผลงานที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมจัดอัตรากำลังทดแทนผู้เกษียณอายุราชการในปี 2560 จำนวน 24,160 อัตรา และปี 2561จำนวน 25,160 อัตรา เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู”

๐นายสุภัทร จำปาทอง
เลขาธิการสภาการศึกษา
“สกศ.ในฐานะเสนาธิการด้านการศึกษาของประเทศ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาศึกษาภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 3-4 ปีที่ผ่านมามีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปมาก และสิ่งที่อยากเสนอคือ ขณะนี้ สกศ.และคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ที่มี นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธาน ได้ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา เพื่อรองรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงการศึกษา 6 ประเด็น ได้แก่ การบริหารจัดการเด็กเล็กก่อนวัยเรียน การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การดูแลครูทั้งระบบ การปรับปรุงการเรียนการสอน การปรับปรุงโครงสร้าง เพื่อรองรับการปฏิรูปการเรียนการสอน และการจัดทำกฎหมายลูกอีก 30 ฉบับ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอนาคตการเรียนจะเปลี่ยนไป นักเรียน นิสิต นักศึกษา อาจจะไม่ต้องเข้าเรียนในห้องเรียน หรือสถานศึกษาตลอดเวลา แต่สามารถเรียนได้ทุกที่ ดังนั้น อนาคตอาจจะมีธนาคารหน่วยกิต ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเพศ ทุกวัยสามารถเข้าศึกษา เรียนในวิชาที่ตัวเองสนใจ พร้อมสะสมหน่วยกิตเพื่อต่อยอดได้”

๐นายสุเทพ ชิตยวงษ์
เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
“สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ขับเคลื่อนการจัดอาชีวศึกษาโดยร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสถานประกอบการ และตอบสนองนโยบายรัฐบาลให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ดังนี้ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ศูนย์ฝึกอบรมอาชีพประจำอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำให้ประชาชนได้ประกอบอาชีพนับล้านคน และเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายอาชีพจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเทียบกับสายสามัญแล้วเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 11.25 เป็นร้อยละ 20 และปัจจุบันมีสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพ : สายสามัญ 39.70 : 60.30 และในปีการศึกษา 2562 จะเพิ่มขึ้นเป็น 45%
เรื่องการดำเนินการตามมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาท ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และมีการคัดกรองนักเรียน นักศึกษา กลุ่มเสี่ยง สร้างภาคีเครือข่ายการป้องกันและแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาท ปัจจุบันมีสถิติเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีสถิติดังนี้ ปี 2557 จำนวน 245 ครั้ง ปี 2558 จำนวน 168 ครั้ง ปี 2559 จำนวน 6 ครั้ง ปี 2560 จำนวน 21 ครั้ง และปี 2561 จำนวน 6 ครั้ง ถือว่าประสบความสำเร็จ
ในเรื่องของการแข่งขัน รัฐบาลมอบหมายให้ ศธ.ขับเคลื่อนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) พัฒนากำลังคนด้านอาชีวะ โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.มอบหมายให้ สอศ.จัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ 18 แห่ง ภายใต้โครงสร้าง 1 ศูนย์กลาง 6 ศูนย์ภูมิภาค 18 ศูนย์กลุ่มจังหวัด เพื่อผลิต และพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการในแต่ละพื้นที่
สอศ.ได้ฝึกอบรมระยะสั้นสำหรับประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพ ทั้งเป็นลูกจ้างในสถานประกอบการและประกอบอาชีพอิสระ ปัจจุบันมีประชาชนสนใจฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นเพิ่มขึ้นทุกปี และปี 2561 มีผู้สนใจฝึกอบรมอาชีพมากถึง 1,022,200 คน ปัจจุบันมีสถานศึกษาจัดการเรียนการสอนทวิภาคี 429 แห่ง โดยมีสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ 36,801 แห่ง และมีนักเรียนนักศึกษา 139,717 คน โดยในปี 2562 มีแผนเพิ่มจำนวนสถานประกอบการ และผู้เรียนทวิภาคี ร้อยละ 30”

๐นายบุญรักษ์ ยอดเพชร
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
“สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน โดยคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ เงื่อนไขของเวลา และความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งใน 4 ปีของรัฐบาลนี้ สพฐ.มั่นใจว่ามีความคืบหน้าด้านการดำเนินการอย่างมาก ในประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำ สพฐ.สร้างความเท่าเทียมกัน โดยการจัดปัจจัยพื้นฐานที่เหมือนกัน คือ โครงการโรงเรียนประชารัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จัดทำโครงการที่เป็นลักษณะโรงเรียนประจำโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีที่พัก มีอาหารฟรี เพื่อเปิดโอกาสให้ครอบครัวผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ที่อยู่ในทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ให้ได้รับสวัสดิการของรัฐ และโอกาสทางการศึกษามากยิ่งขึ้น โดยครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 37 อำเภอ 73 โรงเรียน จากการเปิดรับสมัครนักเรียนเข้าโครงการครั้งแรกในปีที่ผ่านมา พบว่า เป็นที่สนใจของผู้ปกครอง และประชาชนจำนวนมาก ที่ได้นำบุตรหลานมาสมัครเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยมปลาย 5,277 คน
ในส่วนโครงการพัฒนาครูรูปแบบครบวงจร ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของการพัฒนาครูในไทย เพราะมุ่งหวังให้ครูพัฒนาตนเองได้ตรงตามศักยภาพ นำความรู้จากการอบรมไปใช้ประโยชน์ได้จริงในการประกอบอาชีพ และยังพัฒนาครูเพื่อเชื่อมโยงกับวิทยฐานะ แม้ในช่วงแรกจะมีเสียงสะท้อนเรื่องระบบบริหารจัดการ และแนวปฏิบัติในการอบรม แต่ สพฐ.ได้นำปัญหาที่พบมาแก้ไข และปรับปรุง ปัจจุบันมีหลักสูตรอบรมครู 1,207 หลักสูตร มีข้าราชการครูที่ได้รับการพัฒนา 360,175 ที่นั่ง และมีครูที่ได้รับการพัฒนาแล้ว 274,264 คน โดยผลประเมินความพึงพอใจหลังเข้ารับการอบรมสูงถึง 4.21 หรือคิดเป็น 84.11%
เรื่องภาษาอังกฤษ สพฐ.ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลง เช่น โครงการศูนย์พัฒนาครูด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ หรือ Boot Camp เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของครูผู้สอนภาษาอังกฤษชาวไทย ส่งผลให้ครูสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนไทยได้ดีขึ้น โดยพัฒนาความสามารถภาษาอังกฤษ และเทคนิคการสอนของครูสอนภาษาอังกฤษ ด้วยการจัดค่ายภาษาอังกฤษแบบเข้ม เริ่มครั้งแรกในปี 2559 จากนั้นขยายผลโครงการด้วยการจัดตั้งศูนย์พัฒนาครูด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับภูมิภาค 15 ศูนย์ทั่วประเทศ มีครูภาษาอังกฤษเข้าร่วมโครงการกว่า 17,000 คน โดยได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่างมาก
โครงการ English For All เกิดจากแนวคิดการให้โอกาสในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแก่เด็กไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษ โดยจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษด้วยครูชาวต่างชาติ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึง ป.3 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนที่ขาดโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษกับครูชาวต่างชาติ และสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้
นอกจากนี้มี โรงเรียนร่วมพัฒนา Partnership School จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในการบริหารจัดการ ร่วมพัฒนา และสนับสนุนสถานศึกษาภายใต้การดูแลของ ศธ.พัฒนาคุณภาพ และสร้างสรรค์นวัตกรรมการบริหารจัดการของสถานศึกษา และมีโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล เป็นการพัฒนาโรงเรียนในท้องถิ่นระดับตำบลให้เข้มแข็งทางวิชาการ และพร้อมในการพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรม งานอาชีพ และการพัฒนาสุขภาพอนามัย สามารถให้บริการการศึกษาแก่นักเรียน และชุมชนได้”

๐นางอรสา ภาววิมล
รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
“ตลอด 4 ปี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้สนองนโยบายรัฐบาลภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยการขับเคลื่อนอุดมศึกษาใน 5 ด้าน คือ 1.ส่งเสริมและพัฒนาการอุดมศึกษา 2.ส่งเสริมการผลิตและพัฒนากำลังคน 3.ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ 4.เร่งพัฒนาบุคลากรให้ทันความเปลี่ยนแปลง และ 5.พัฒนาฐานข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการบริหารอุดมศึกษา โดยแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนภารกิจผลิตบัณฑิต ค้นคว้าวิจัย บริการวิชาการแก่สังคมและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมกว่า 50 โครงการ
โดยมีสถาบันอุดมศึกษา 158 แห่ง ดำเนินการสนองยุทธศาสตร์ชาติใน 6 ด้าน ดังนี้ การสนับสนุนความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการให้ทุนเพื่อพัฒนาอาจารย์และบุคลากรสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในเขตพัฒนาเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างต่อเนื่องทุกปี และทุนอุดมศึกษาพัฒนาภาคใต้กว่า 5,138 ราย ในจำนวนนี้สำเร็จการศึกษาไปแล้ว 2,649 ราย ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ผ่านรายวิชาออนไลน์ Thai MOOC จำนวน 300 รายวิชา จากมหาวิทยาลัยชั้นนำมากกว่า 40 แห่ง ซึ่งปัจจุบันมีผู้เรียนมากกว่า 65,000 คน ผ่าน www.thaimooc.org
อุดมศึกษาเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการใช้ศักยภาพอุดมศึกษาช่วยขับเคลื่อนประเทศ ที่ผ่านมาส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศเข้ามาจัดการศึกษาในประเทศไทย 2 แห่ง คือ การตั้งมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล ระหว่างมหาวิทยาลัยคาเนกี้ เมลลอน สหรัฐอเมริกากับมหาวิทยาลัยไทย และจัดตั้งมหาวิทยาลัยอมตะ ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน มีการจัดตั้งพัฒนาศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา 86 แห่งทั่วประเทศ และสร้างผู้ประกอบการจากงานวิจัยไปแล้ว 69 ราย นำงานวิจัยและนวัตกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี สู่ชุมชนฐานราก ได้มากกว่า 474 โครงการ
สกอ. มุ่งมั่นขับเคลื่อนการอุดมศึกษาไทย ไปสู่ความเป็นเลิศ ในระดับมาตรฐานการอุดมศึกษาโลก เน้นใช้ศักยภาพของการอุดมศึกษาไทย สร้างสมรรถนะ ในการแข่งขันให้ประเทศ เพื่อให้การอุดมศึกษาเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ให้ก้าวไกลสู่สากล สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป”


