จากกรณีที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 102 (ฉบับที่) พ.ศ.2561 แก้ไขโดยที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 21/2551 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) และให้ยกเลิกการแสดงบัญชีทรัพย์สินฯ ของนายกสภา และกรรมการสภาในสถาบันอุดมศึกษา และรวมถึงตำแหน่งประธาน กรรมการและเลขาธิการ อาทิ กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันชีวิตกองทุนประกันวินาศภัย กองทุนสงเคราะห์ เป็นต้น โดยในส่วนของอธิการบดี และรองอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษา ยังคงต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ตามเดิมนั้น
เมื่อวันที่ 27 มกราคม นายมนตรี นุ่มนาม อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) เปิดเผยว่า ตนได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิก่อนมีประกาศ ป.ป.ช.ให้ยกเลิกการแสดงบัญชีทรัพย์สินฯ ของนายกสภา และกรรมการสภาออกมาเพียง 1 วัน เพราะตนไม่อยากนั่งรอเวลา เนื่องจากใกล้ครบกำหนดวันที่ ป.ป.ช.ให้นายกสภา และกรรมการสภายื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เเล้ว เพราะตนไม่อยากมาเสี่ยงว่า ป.ป.ช.จะออกประกาศเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการแสดงบัญชีทรัพย์สินฯ หรือไม่ อีกทั้ง ตนได้ประกาศออกมาชัดเจนแล้วว่าหากต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ จริง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 ราย พร้อมลาออก เพราะพวกเราเป็นนักธุรกิจ ไม่อยากเสี่ยงในการผิดพลาดในการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ
“ส่วนตัวไม่อยากลาออก เพราะอยากอยู่ช่วยงานมหาวิทยาลัย เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนงานต่างๆ ได้ แต่ถ้ามีปัญหาที่ยุ่งยากตามมาในภายหลัก ก็ไม่อยากเสี่ยง จึงขอลาออกก่อน ขณะนี้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกลาออกเกือบหมด เหลือเพียง 4-5 รายที่ยังไม่ลาออก เมื่อ ป.ป.ช.ประกาศออกมาชัดเจนเเล้ว จึงขอให้คนที่ยังไม่ลาออก อยู่ช่วยงานมหาวิทยาลัยต่อไป เพราะกังวลว่าหากมีสัดส่วนกรรมการสภาไม่ครบองค์ประชุม ไม่ครอบองค์ประกอบ การดำเนินการของมหาวิทยาลัยอาจจะหยุดชะงัก” นายมนตรี กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบต่อการสรรหานายกสภาหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายกสภา มรร.ประกาศลาออกไป นายมนตรี กล่าวว่า จะกระทบหรือไม่ตนไม่ทราบ ต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งว่ากรรมการสภา มรร.ขณะนี้ มีองค์ประชุมครบครึ่งหนึ่งหรือไม่ หากมีกรรมการครบ หรือเกินกึ่งหนึ่ง ยังมีโอกาสที่กระบวนการสรรหานายกสภาเดินหน้าต่อไปได้ แต่หากกรรมการสภามีจำนวนไม่ครบองค์ประชุม กระบวนการสรรหาก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

