หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา ปฎิรูปอาชีวศึ...

ปฎิรูปอาชีวศึกษา ที่ทำได้จริง

30.01.19 | 15:24 น.

แนวทาง ปฏิรูปอาชีวศึกษา ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ รวมถึง การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้เด็กฐานะยากจน และเด็กด้อยโอกาส เด็กออกกลางคัน และเด็กที่สนใจภาคปฎิบัติ ให้มีโอกาสได้รับการศึกษา มีอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้ ร่วมพัฒนาประเทศ ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของภาครัฐว่าจะนำไปปฎิบัติหรือไม่

เป้าหมายหลักๆ ของการปฎิรูปอาชีวศึกษา คือ 1.ต้องการเพิ่มจำนวนเด็กทึ่เข้าเรียนอาชีวศึกษาในสาขาที่มีความต้องการสูงตามแนวทางพัฒนาประเทศ สอดคล้องความต้องการของผู้ประกอบการ จบแล้วมีงานทำ 2.มีความรู้ ทักษะความสามารถในเชิงปฎิบัติ มีสมรรถนะ เป็นที่ยอมรับ และ 3.มีความสามารถในการเติบโตเป็นผู้ประกอบการได้เอง

เป้าหมายนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งได้ดำเนินการมาตลอด แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าที่ควร จะเห็นว่าจำนวนเด็กที่เข้าอาชีวศึกษายังมีอยู่จำนวนน้อย โดยเฉพาะสาขาที่มีความต้องการสูง ยังขาดแคลน และความสามารถในการปฎิบัติงานก็ยังอยู่ขั้นพอใช้ ผู้ประกอบการต้องใช้เวลามากในการฝึกอบรมพัฒนา กว่าที่จะปฎิบัติงานได้จริง

ถึงแม้ สอศ.พยายามแก้ปัญหานี้ ไม่ว่าการสร้างภาพลักษณ์ rebranding กวดขัน ป้องกันการทะเลาะวิวาทของนักเรียนต่างวิทยาลัย ปรับปรุงหลักสูตร เปิดหลักสูตรใหม่ จับมือกับต่างประเทศ เช่น เยอรมัน ญี่ปุ่น อังกฤษ พัฒนาการเรียนการสอน รูปแบบใหม่ ซึ่งมีข้อจำกัดทำได้บางวิทยาลัยเท่านั้น รวมไปถึงการร่วมมือกับผู้ประกอบการในระบบทวิภาคี รับเด็กเข้าฝึกปฎิบัติ แต่ยังมีผู้ประกอบจำนวนไม่มากพอที่มาร่วมมือ แม้กระทั่งเปิดหลักสูตรปริญญาตรีสายปฎิบัติการ โดยมุ่งไปสู่ “อาชีวะยุคใหม่ มีงาน มีเงิน มีปริญญา” ก็ยังไม่สามารถทำให้เด็ก และผู้ปกครอง สนใจเปลี่ยนมาเรียนสายอาชีพได้มากเท่าที่ควร

เป้าหมายข้างต้น ถ้าจะทำให้เกิดผลสำเร็จ ทางภาครัฐ และภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทำหลายเรื่องไปพร้อมๆ กัน เรื่องเร่งด่วนที่น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ

Advertisement

1.มีระบบค่าตอบแทนตามสมรรถนะให้ผู้จบการศึกษาสายอาชีพ โดยการปรับขึ้นรายได้แรกบรรจุ (เงินเดือน และเงินตอบแทนพิเศษ ประมาณร้อยละ 8.5-10) ของบุคลากรภาครัฐให้แก่ผู้จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่เก่งปฎิบัติ หรือมีความเชี่ยวชาญพิเศษ โดยผ่านการศึกษาระบบทวิภาคีฝึกปฎิบัติกับเอกชนประมาณ 1 ปี หรือผ่านการทดสอบมาตรฐานวิชาชีพ เช่น มาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ มาตรฐานสมาคมวิชาชีพ ซึ่งเมื่อภาครัฐปรับอัตราการจ้าง ทางภาคเอกชนก็น่าจะปรับตาม จะช่วยจูงใจให้ผู้เรียน และผู้ปกครองเห็นความสำคัญที่จะได้รับค่าตอบแทนไม่ต่างจากผู้จบปริญญาตรี ขณะที่ใช้เวลาเรียนน้อยกว่า แต่จบมีงานทำแน่นอน รวมทั้ง ในอนาคตสามารถทำงาน มีรายได้ พร้อมกับสามารถเรียนเพิ่มเติมจนจบปริญญาตรีไปพร้อมๆ กันได้ไม่ยาก ถ้ามีความสนใจ และต้องการค่าตอบแทนเป็นเรื่องสำคัญมาก

ปัจจุบันอัตราการจ้างผู้จบอาชีวศึกษาของภาครัฐ และภาคเอกชน ส่วนใหญ่ต่ำกว่าปริญญาตรี และมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำไม่มากนัก ยกเว้นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญด้านสมรรถนะ และจ้างในอัตราที่สูง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้นักเรียนสนใจ และมุ่งสู่การเรียนระดับปริญญาตรีมากกว่า ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ

2.สามารถเรียนฟรีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายสำหรับอาชีวศึกษาในสาขาที่กำหนด เป็นสาขามีความต้องการสูง และขาดแคลน สนับสนุนให้เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา กลุ่มที่มีผลการเรียนดี กลุ่มที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ห่างไกล กันดาร กลุ่มเด็กออกกลางคัน กลุ่มเด็กผู้หญิง ถ้าต้องการเพิ่มจำนวน ต้องส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงมาเรียนมากขึ้น และกลุ่มจากโรงเรียนขยายโอกาส เพื่อจูงใจให้เด็กสายสามัญมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น และบางส่วนกลับมาเป็นครูอาชีวศึกษา โดยมีทุนการศึกษาสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชน ช่วยค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจนจบการศึกษา

ถึงแม้รัฐบาลจะต้องใช้เงินงบประมาณมากพอควรในการลงทุนสำหรับพัฒนานักเรียนเหล่านี้ แต่จะคุ้มค่า เพราะนักเรียนเมื่อจบการศึกษา จะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ช่วยพัฒนาประเทศ สร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนทั้งไทย และต่างชาติ ทั้งปริมาณ และคุณภาพ ที่สำคัญเด็กเหล่านี้เมื่อมีรายได้สูง สามารถเสียภาษี กลับคืนสู่ภาครัฐ

3.เพิ่มการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี หรือการฝึกงาน และระบบอื่นๆ ที่เน้นการฝึกปฎิบัติ โดยใช้มาตรการจูงใจผู้ประกอบการเพิ่มการลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายที่ใช้ในระบบฝึกปฎิบัติจากร้อยละ 200 เป็น 300 พัฒนากระบวนการยื่นขอลดหย่อนภาษีให้ง่ายขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันยังมีอยู่น้อยไม่เพียงพอต่อจำนวนเด็กนักเรียนทั้งหมด

4.รัฐและเอกชนร่วมจัดตั้งศูนย์ปฎิบัติการ (Training Center/Mobility Training Center) ในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) โดยมีเอกชนเป็นผู้บริหารศูนย์ให้มีประสิทธิภาพ ศูนย์นี้จะกระจายตัวตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ คล้ายกับประเทศจีน ที่มีศูนย์ลักษณะนี้ทั่วประเทศ โดยจะใช้เป็นศูนย์การฝึกปฎิบัติสำหรับนักเรียนที่ไม่สามารถไปฝึกงานในระบบทวิภาคี มีเครื่องมือส่วนกลางที่ทันสมัย เปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยู่ห่างไกล ได้เข้าฝึกปฎิบัติ รวมไปถึงนักเรียนจากอาชีวศึกษาเอกชน จะเป็นแรงกระตุ้นให้อาชีวศึกษาเอกชนสามารถเปิดสอนหลักสูตรขาดแคลน และต้องลงทุนสูง มีเครื่องมือราคาแพง ทันสมัยให้เด็กได้ฝึกปฎิบัติ

ที่สำคัญเครื่องมือราคาแพง ที่ทางวิทยาลัยคงไม่มีโอกาสจัดหามาใช้สอนได้ เช่น เครื่องX-Ray ที่ใช้ในการทดสอบการเชื่อมสำหรับวัสดุชนิดพิเศษ ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายไปตามโรงเรียนต่างๆ จะทำให้นักเรียนที่ต้องการเป็นช่างเชื่อมชั้นสูงมีโอกาสฝึกฝน ซึ่งถ้าผ่านการทดสอบจะสามารถทำงานได้ทั่วโลก มีรายได้สูงมาก

น่าจะมีเอกชนขนาดใหญ่ และรัฐวิสาหกิจหลายรายที่มีศักยภาพ สามารถเข้าร่วมกับรัฐในการจัดตั้งศูนย์เหล่านี้ ถ้าได้รับการเชิญชวน เพราะถือว่าเป็นกิจกรรมทางสังคม (CSR) ที่บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญ โดยช่วงแรกรัฐควรปล่อยให้เอกชนดำเนินการลงทุนไปก่อน เพื่อความคล่องตัว และรัฐผ่อนชำระใช้คืนเอกชนเป็นรายปี ซึ่งการจัดตั้งศูนย์จะทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่เป็นภาระรัฐในการใช้งบประมาณประจำปีที่สูง ขณะที่เอกชนจะใช้ความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีภาระมากเช่นกัน ที่สำคัญเอกชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กๆ จำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสฝึกปฎิบัติอย่างจริงจัง ช่วยลดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน

การพึ่งพาทวิภาคีเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เด็กฝึกปฎิบัติได้มากพอ จำเป็นต้องมี Training Center เป็นส่วนเสริมเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในเชิงปฎิบัติแก่นักเรียนอาชีวศึกษาได้เป็นอย่างดี

5.เปิดให้วิทยาลัยสามารถหารายได้เพิ่มเติมได้ หรือร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาธุรกิจ โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าร่วมทำงานภาคปฎิบัติ เรียนรู้วิธีดำเนินธุรกิจ การตลาด นอกจากนี้ ควรสนับสนุน และหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการstart up ที่มีศักยภาพ

6.ยกระดับความสามารถครูอาชีวศึกษา โดยกำหนดให้ต้องผ่านมาตรฐานครูอาชีวศึกษา ซึ่งต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู มีสมรรถนะทั้งวิชาชีพครู และสมรรถนะทางปฎิบัติ โดยต้องผ่านการฝึกปฎิบัติกับผู้ประกอบการ สำหรับครูปัจจุบันที่ไม่เคยผ่านการฝึกปฎิบัติ ต้องส่งไปฝึกปฎิบัติกับสถานประกอบการระยะหนึ่ง สำหรับนักศึกษาที่เรียนระดับปริญญาตรี เช่น ครุศาสตร์อุตสาหกรรม ควรปรับหลักสูตรให้มีการฝึกสอนตามวิทยาลัย และฝึกปฎิบัติในสถานประกอบการควบคู่กันไป

ใบประกอบวิชาชีพครูช่าง หรือครูอาชีวศึกษา ควรแยกจากใบประกอบวิชาชีพครูปกติ เพื่อปรับรูปแบบการเลื่อนวิทยฐานะให้เหมาะสม สำหรับครูผู้เชี่ยวชาญจากสถานประกอบที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือ ฝึกฝน นักเรียนด้านปฎิบัติการ ไม่จำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู

7.ปรับหลักสูตร และรูปแบบการเรียนการสอนให้มีความหลากหลาย และยึดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ การพัฒนาประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน รวมไปถึงเพิ่มทักษะความสามารถด้านภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์

8.รัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาแก่อาชีวศึกษาเอกชน และรัฐอย่างเท่าเทียมกัน ในฐานะหน่วยผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานของประเทศอย่างมีคุณภาพ และเพียงพอ

9.ส่งเสริมการจัดอาชีวศึกษานอกระบบสำหรับกลุ่มแรงงาน (Reskill/Upskill) และกลุ่มคนพิการ

การปฏิรูปนี้ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเรื่องที่ทำได้สำเร็จยาก ใช้เวลานาน ไม่สนองต่อเป้าหมายข้างต้น เช่น ปรับโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ หรือ สอศ.ระบบการบริหาร ปฎิบัติงานการแก้ไข หรือปรับปรุง พ.ร.บ.การอาชีวศึกษาพ.ศ.2551 เพราะปัจจุบันการจัดการอาชีวศึกษาของไทย ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายๆ คนคิด ยังเป็นที่ยอมรับ และสามารถปรับปรุงพัฒนาต่อให้ดีขึ้นได้อีก ที่จริงอาชีวศึกษาของไทยได้รับการยอมรับความสามารถในระดับนานาชาติ เห็นจากรางวัลต่างๆ ที่ประเทศไทยได้รับอย่างต่อเนื่อง

เชื่อว่าแนวทางปฎิรูปข้างต้น ถ้ามีการนำไปปฎิบัติจริง แม้ไม่ทั้งหมด ก็จะช่วยตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ และการพัฒนาประเทศ ยกระดับความสามารถแรงงานของไทยไปสู่ระดับสากลได้ไม่ยาก

การปฎิรูปการอาชีวศึกษาก็จะเป็นส่วนสำคัญในการปฎิรูปการศึกษาของประเทศ ให้เป็นไปตามที่ยุทธศาสตร์ขาติคาดหวัง