หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา ผู้อ่านส่วนให...

ผู้อ่านส่วนใหญ่มองเรื่อง “พลาดใส่เสื้อลายสวัสดิกะ” เกิดจากหลักสูตรการเรียนการสอน

30.01.19 | 22:00 น.

จากกรณีที่ น้ำใส-พิชญาภา นาถา สมาชิกวง BNK48 สวมเสื้อยืดที่มีสัญลักษณ์สวัสดิกะของพรรคนาซีเยอรมนี ในการซ้อมคอนเสิร์ต เมื่อวันที่ 25 มกราคม จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม และการขาดความรู้ทางประวัติศาสตร์ และน.ส.นิจสุดา ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกมากกล่าวว่า เรื่องนี้คงไม่จำเป็นต้องปรับหลักสูตร เพราะเนื้อหาทางประวัติศาสตร์เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเด็กเรียนแล้ว แต่อาจจะจำไม่ได้
(อ่านข่าว สพฐ.ชี้ ‘น้ำใส BNK48’ ใส่เสื้อสัญลักษณ์นาซี ไม่เกี่ยวหลักสูตรเด็กเรียนแต่ไม่จำ-ผู้ใหญ่ไม่ระวัง)

มติชนออนไลน์ สอบถามความเห็นว่า ท่านเห็นด้วยกับเหตุผลที่ สพฐ.ระบุหรือไม่ อย่างไร

โดยผู้ตอบทางทวิตเตอร์ มี 30 เปอร์เซ็นต์ที่เห็นด้วยกับเหตุผลของ สพฐ. และ 58 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย อีก 12 เปอร์เซ็นต์ ตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน

ส่วนผู้ตอบคำถามทางเฟซบุ๊ก มี 72 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของสพฐ. และ 28 เปอร์เซ็นต์ที่เห็นด้วย

โดยหนึ่งในความเห็นที่มีผู้เข้าไปร่วมแสดงความเห็นต่อมากที่สุด คือความเห็นที่ระบุว่า “ยอมรับเถอะ เราดูหนังสงครามโลกแต่ละเรื่อง ได้ความรู้มากกว่าเรียนในหลักสูตรด้วยซ้ำ” ซึ่งมีผู้ที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ ต่างเห็นด้วยกับการแสดงความเห็นดังกล่าวจำนวนมาก

Advertisement

อีกความเห็นระบุว่า ไม่ใช่เรื่องการปรับหลักสูตร แต่เป็นวิธีการเรียนการสอนที่ไม่สามารถสร้างความสนใจเรื่องประวัติศาสตร์จนนักเรียนเกลียดวิชานี้ไปเลย ทั้งที่เป็นวิชาที่สนุกมาก ลองถามคนไทยส่วนใหญ่ดูว่า “คุณเรียนสอนอย่างไร ที่เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ป.1 ถึง ป.ตรี แต่พูด อ่าน ภาษาอังกฤษกันไม่ได้ นั่นแหละปัญหา

อีกความเห็นระบุว่า ไม่ต้องปรับ แค่สอนให้เด็ก คิดวิเคราะห์ และปฏิบัติเห็นผลจริงก็พอ เลิกท่องจำ เช่นเดียวกับอีกความเห็นหนึ่ง ที่มองว่า การศึกษาไทยแค่เรียนเพื่อสอบให้ผ่าน ไม่ได้ให้เข้าใจ รู้ลึกซึ้ง

อย่างไรก็ตาม มีผู้อ่านรายหนึ่ง ที่มองว่า ไม่ขอออกควาเมห็นเรื่องปรับหลักสูตร เพราะไม่อยากวิจารณ์ ส่วนตัวคิดว่าน้องน่าจะเคยเรียนหรือผ่านตามาจากสื่อต่างๆบ้าง แต่ไม่คิดว่า ใส่เสื้อตัวนี้ไปแล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้

อีกความเห็นมองว่า ไม่ควรจะโยนบาปให้กับเด็ก เพราะมันคือความผิดพลาดของระบบการศึกษาล้วนๆ รวมถึงความบกพร่องของผู้ใหญ่ที่ไม่ตักเตือนว่า ไม่ควร ไม่ถูก อย่าทำ

ผู้อ่านอีกคนหนึ่ง ระบุว่า มีองค์ประกอบอื่นๆด้วย เช่นวิธีการนำเสนอของครู พูดในฐานะที่ตัวเองก็เป็นครู ทำไมเด็กเรียนประวัติศาสตร์ในชั้นเรียนแล้วเบื่อ แต่ตามดูหนังประวัติศาสตร์ได้อย่างสนุกสนาน วิธีสอนมีผล แต่ สพฐ.เองก็ควรยอมรับว่า เนื้อหาก็ควรปรับปรุง

สามารถอ่านความคิดเห็นทั้งหมดได้ที่นี่

— Matichon Online (@MatichonOnline) January 30, 2019