เมื่อวันที่ 31 มกราคม นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาพรวมกรุงเทพฯ โรงเรียนประกาศปิดเรียนแล้ว 100% แต่ยังมีบางโรงเรียนที่เปิดสอนเฉพาะชั้นที่ต้องสอบโอเน็ต โดยตนได้เชิญผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 โดยตรง ซึ่งมีข้อเสนอแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว เบื้องต้น ให้โรงเรียนสำรวจปริมาณยานพาหนะที่ผู้ปกครองมาส่งลูก ว่ามียานพาหนะประเภทใดบ้าง แบ่งเป็น 4 ช่วงเวลา จากนั้นให้แต่ละแห่งนำมาหาค่ามลพิษ นำข้อมูลมาหารือกับคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อวางมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะจะไปบังคับให้ผู้ปกครองไม่ใช้รถคงเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ถือเป็นวิกฤต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการให้ความรู้ สร้างวัฒนธรรม การดูแลสภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการศธ. มีนโยบายให้โรงเรียนไปสำรวจและเก็บข้อมูลเด็กที่มีภาวะเสี่ยง ที่จะแพ้ฝุ่นละออง หรือเด็กมีโรคประจำตัวที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ให้ดูแลเป็นพิเศษ และขอให้ปรึกษาแพทย์ในการเตรียมอุปกรณ์ที่จะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ แต่หากขาดแคลนอุปกรณ์ในลักษณะใด สพฐ. อาจจะให้การสนับสนุนได้บางส่วน นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีข้อเสนอการแก้ปัญหาในระยาว เช่น การรณรงค์ปลูกต้นไม้ช่วยในการซึมซับมลพิษ ลดปริมาณการใช้รถยนต์ ส่วนโรงเรียนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคาร ก็อาจประสานบริษัทผู้รับเหมาให้ดูแลเรื่องการลดฝุ่นละออง หรือ หยุดการก่อสร้างในช่วงที่มีค่าฝุ่นละอองปริมาณมาก เป็นต้น
“ผมขอย้ำว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนมีอำนาจในการสั่งปิดโรงเรียนได้ 7 วัน ขอให้ทุกคนประเมินสถานการณ์หากเห็นว่าอยู่ในสภาวะเสี่ยง ให้มั่นใจในอำนาจและสั่งการได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง อย่างไรก็ตามเวลานี้สิ่งที่ต้องการคือหน้ากากอนามัย ซึ่งสพฐ.เองคงมีงบประมาณไม่เพียงพอในการจัดซื้อ ดังนั้น อยากประชาสัมพันธ์ไปยังบริษัทเอกชน ที่อยากสนับสนุนหน้ากากอนามัยให้กับนักเรียน สามารถประสานไปยังโรงเรียนโดยตรงหรือผ่าน สพท. ได้โดยตรง ” นายบุญรักษ์กล่าว

