วิ่ง

17.02.19 | 16:16 น.

ผู้เขียนคิดว่าไม่ต้องให้คำจำกัดความใครๆ ก็ทราบความหมายของคำว่า “วิ่ง” ว่าคือการแสดงอากัปกริยาเช่นใด แต่การวิ่งของแต่ละคนนั้น มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะวิ่งเพื่อออกกำลังกาย หรือวิ่งแข่งกัน แต่บางทีก็เป็นการวิ่งไล่ หรือวิ่งหนีอะไรสักอย่าง เช่น วิ่งหนีตำรวจ วิ่งหนีหนี้ หรือวิ่งหนีภรรยาที่จับได้ว่าไปประพฤตินอกใจ

ขณะนี้ใกล้ฤดูกาลเลือกตั้งเข้ามาแล้ว ดังนั้น จึงมีปรากฏการณ์หลายๆ อย่างในทางการเมืองเกิดขึ้น เช่น การหาเสียง หรืออาจมีการโฆษณาชวนเชื่อโดยผ่านสื่อออนไลน์ หรือด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ นอกจากนี้ ก็มีปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยม และไม่เคยขาดหายไป นั่นก็คือการวิ่งเพื่อขอความอนุเคราะห์ หรือขอความร่วมมือเป็นกรณีพิเศษ โดยมีสิ่งตอบแทนที่รู้ๆ กันอยู่ ก็คือการตอบแทนโดยไม่สุจริต เพื่อผลทางการเมืองโดยกระบวนการบนโต๊ะ ใต้โต๊ะ หลังโต๊ะ หรือหลังบ้าน

หากย้อนทวนเรื่องของการเมืองไทยในอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จนถึงยุคหลังการปฏิวัติครั้งแล้วครั้งเล่า ก็จะเห็นว่ากิจกรรมการวิ่งเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ก็น่าจะยังมีอยู่เสมอต้นเสมอปลาย

หากจะถามว่าการวิ่งดังกล่าว คงจะให้มรรคให้ผลดีตามวัตถุประสงค์ (ที่ไม่ดี) ใช่ไหม คนจึงยอมให้ความร่วมมือให้เกิดเรื่องเช่นนั้น ซึ่งก็คงตอบ หรือคาดได้ว่า คงเป็นเช่นนั้นกระมัง ดังนั้น เราน่าจะตั้งคำถามใหม่ดีกว่าหรือไม่ว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเหตุใด

คำตอบก็คงมีหลากหลายสาเหตุ โดยมีเหตุจากความโลภ หรือความมีใจทุจริตคิดมิชอบ เรื่องนี้เป็นพระเอกเดินหน้ามาเลย ส่วนความสุจริตนั้น มาเป็นตัวสุดท้าย แต่อย่างไรก็ตาม มีอยู่ตัวหนึ่งที่เป็นสาเหตุ นั่นคือความไม่มี “วัฒนธรรมประชาธิปไตย” เพราะฉะนั้น ถึงจะมีความสุจริตใจ แต่ถ้าไม่มีวัฒนธรรมดังกล่าว เราก็อาจจะมองไม่เห็นความสำคัญของคำว่า “ประชาธิปไตยในวิถีชีวิต” และละเลยสิ่งนั้นหรือไม่ มีกิจกรรมการมีส่วนร่วมในทางการเมืองไปก็ได้

Advertisement

เพราะฉะนั้น จึงมีความสำคัญ และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนจะต้องมีวัฒนธรรมประชาธิปไตย หรือมีเซลล์ของความเป็นประชาธิปไตยแทรกอยู่ในทุกอณูของความคิด และจิตใจ จะเรียกว่าเป็นสามัญสำนึก หรือจิตวิญญาณของแต่ละคนก็ได้

เราจะทำอย่างไรล่ะที่จะทำให้เด็กและเยาวชนของเรามีวัฒนธรรมประชาธิปไตย ก่อนที่เขาเหล่านั้นจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณลักษณะอย่างที่เราคาดหวัง หรือต้องการในอนาคต จะว่าไปแล้วในตำรับในตำราเรียนก็มีสอนไว้ตามหลักสูตร เพียงแต่อาจจะไม่ย้ำ หรือให้ทำกิจกรรม เพื่อให้เด็กๆ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มี หรือเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถ้าปฏิบัติอยู่เสมอ ก็ฝังลึกกลายเป็นอุปนิสัยในคอ หรือสันดอนที่ขุด หรือล้มล้างละเลยได้ยาก (จะใช้คำว่าสันดานก็ดูจะแรงไป ทั้งๆ ที่ตามพจนานุกรมไทยแปลว่า อุปนิสัยที่มีมาแต่กำเนิดซึ่งมีทั้งสันดานดี และสันดานเลว) ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของโรงเรียนหรือครูบาอาจารย์ที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้

นอกจากครูบาอาจารย์แล้ว ก็ยังมีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือผู้ปกครองของครอบครัวที่มีความเป็นประชาธิปไตยนั่นแหละ ที่จะสั่งสอน ฝึกปรือ หรือหาวิธีการสอดแทรกเรื่องดังกล่าวไว้ในชีวิตประจำวัน เพราะจะว่าไปแล้ว ความมีวัฒนธรรมประชาธิปไตยก็มีอยู่ในสังคมมนุษย์มาแต่ครั้งโบราณกาลสมัยที่ยังไม่มีรัฐชาติด้วยซ้ำไป แต่อาจจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง หรือจะให้ชัดเจนเห็นจากก็ในยุคพุทธกาล ซึ่งเราจะเห็นว่าคำสอนก็ดีวิธีปฏิบัติตนในหมู่สงฆ์ หรือหมู่ฆราวาส ก็ยึดหลักประชาธิปไตยอยู่มากมายหลายเรื่อง

วัฒนธรรมเช่นนี้เกิดได้จากความคิดที่มีเหตุผลของกลุ่มคนในสังคม บางทีก็เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ หรือโดยเหตุผล และความจำเป็นบางประการ เช่น เมื่อวันเสาร์ที่แล้วที่ผู้เขียนนั่งรถผ่านไปเห็นคนยืนเข้าแถวเรียงหนึ่งประมาณ 10 คน ที่ป้ายรถเมล์ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพื่อรอรถเมล์ ซึ่งคงไม่มีใครสั่งพวกเขาดอกว่าต้องทำเช่นนั้น แต่วัฒนธรรมประชาธิปไตยในหัวใจของแต่ละคนนั่นเองเป็นตัวสั่ง

เขียนมายืดยาวแล้ว ขอกลับไปพูดถึงเรื่องของการวิ่งว่า การวิ่งแต่ละแบบชี้ให้เห็นวัตถุประสงค์ของผู้วิ่งที่ต่างกัน ตูน บอดี้สแลม หรือ นายอาทิวราห์ คงมาลัย นักวิ่งใจบุญ ก็วิ่งด้วยวัฒนธรรมประชาธิปไตย คือเพราะเขามีความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม นักวิ่ง หรือนักกีฬาที่ยอมรับความพ่ายแพ้ และแสดงความยินดีต่อคู่แข่ง ก็มีวัฒนธรรมของการรู้แพ้รู้ชนะ และยอมรับในกฎระเบียบวินัย หรือข้อตกลงของวงการกีฬา คิดย้อนไปถึงชาวกรีกคนที่วิ่งมาราธอนก็เช่นเดียวกัน เขาวิ่งด้วยหน้าที่ และความรับผิดชอบจนต้องตายเพื่อส่งข่าวจากมาราธอนไปยังกรุงเอเธนส์

ขอเล่าเพิ่มเติมว่าผู้เขียนเดินทางโดยรถตู้กลับจากจังหวัดราชบุรี หลังจากไปร่วมกิจกรรมของชมรมข้าราชการและครูอาวุโสของกระทรวงศึกษาธิการเมื่อสัปดาห์ก่อน พอมาถึงสี่แยกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่มีรถติดไฟแดงยาวเหยียด ผู้เขียนเหลือบไปริมถนนด้านข้างเห็นหนุ่มน้อยวัยคงไม่เกิน 20 ปี วิ่งมาคว้าตะกร้าพวงมาลัย แล้ววิ่งมาที่รถซึ่งจอดอยู่แล้วร้องขาย ผู้เขียนคิดว่าหากตำรวจเห็นเขาอาจมีความผิด แต่เราเห็นแล้วก็รู้สึกว่า การที่เขาวิ่งมาแข่งกับเวลาท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผาเพื่อปากท้องของเขา หรือครอบครัว เขาไม่ได้ช่วงชิงผู้อื่นโดยไม่ถูกกฎหมาย แล้วคนที่วิ่งเพื่อแข่งขันเพื่อชิงอำนาจวาสนาในทางการเมือง อันอาจนำไปสู่ความร่ำรวยมั่งมีนั้นเล่า เขาไม่น่าสาสารเลย เพราะนอกจากเขาไม่รู้จักวัฒนธรรมประชาธิปไตยแล้ว เขายังทำลายวัฒนธรรมประชาธิปไตย ทำลายกฎกติกามารยาท และความถูกต้องยุติธรรมอีกด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ วัฒนธรรมประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะไม่ว่าโลกปัจจุบันจะมีความเจริญทางเทคโนโลยีจนแทบจะตามไม่ทันแล้วก็ตาม แต่การวิ่งก็ยังคงมีอยู่ ไม่ต้องวิ่งไปซบคนนั้น หรือกระทบคนนี้ให้เหนื่อยให้เมื่อยขา หรือเปลืองน้ำมันรถ เพียงแต่ใช้ระบบออนไลน์เปิดปุ๊บติดปั๊บ ก็วิ่งถึงเป้าหมายได้เร็วกว่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ระบอบประชาธิปไตยของเราตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบันซึ่งเป็นเวลา 87 ปีมาแล้ว ก็อาจจะยังคงเหมือนเดิม และจะเป็นต่อไปอีกกี่ปีก็ตอบได้ยาก ถ้าผู้เขียนเป็นเด็กและเยาวชนคนทันสมัยใฝ่การเมืองในยุคนี้ ผู้เขียนก็คงจะร้องดังๆ ว่า ใครในวงการศึกษาก็ได้ “ช่วยหนูด้วย”