เมื่อวันที่ 3 มีนาคม นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา พ.ศ. … ที่กำหนดการจัดการเรียนอาชีวศึกษาระดับเตรียมอาชีวศึกษา เทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โดยเปิดรับนักเรียนที่จบระดับชั้น ป.6 เข้าเรียนในวิทยาลัยอาชีวศึกษา (วอศ.) หรือวิทยาลัยเทคนิค (วท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบถึงการรับเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนที่เปิดสอนสายสามัญทุกสังกัด ทั้งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
“กรณีให้ สอศ.เปิดสอนอาชีวะได้ตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น ถือเป็นการเปิดโอกาสและสร้างทางเลือกให้กับเด็ก และผู้ปกครอง ได้เรียนรู้ในสายวิชาชีพ หากเรียนสายอาชีพไปแล้ว เด็กอยากย้ายไปเรียนสายสามัญตามเดิม ก็สามารถเปลี่ยนได้ เพราะแม้จะเน้นเรียนวิชาชีพ แต่ต้องเรียนวิชาสามัญควบคู่ไปด้วย ไม่ได้ทิ้งวิชาสายสามัญไปทั้งหมด” นพ.อุดมกล่าว
นายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) กล่าวว่า หากร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริง จะมีผลกระทบกับโรงเรียนทั้งรัฐและเอกชน ที่เปิดรับนักเรียนชั้นมัธยมต้นในสายสามัญอย่างแน่นอน สิ่งที่อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการคือ สอบถามความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รอบด้าน โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนที่เปิดสอนระดับชั้นมัธยมต้น ทั้งสังกัด สพฐ., สช. รวมถึงสังกัด อปท.ทุกแห่ง
“เท่าที่ทราบขณะนี้กฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งยังพอมีเวลา ระหว่างนี้อยากให้สอบถามความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รอบด้านด้วย และอยากให้ลงไปพูดคุยเป็นเชิงพื้นที่ เพราะหากกฎหมายบังคับใช้จริง และอาชีวะสามารถเปิดสอนเทียบเท่าระดับมัธยมต้นได้ ก็จำเป็นต้องจัดทำแผนการรับนักเรียนร่วมกัน ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน” นายศุภเสฏฐ์กล่าว
นายศุภเสฏฐ์กล่าวอีกว่า ส่วนนโยบายที่ให้โรงเรียนสังกัด สพฐ.รับนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนเดิมขึ้นชั้น ม.4 อัตโนมัตินั้น ในส่วนของโรงเรียนเอกชนที่เปิดสอนสายสามัญไม่กระทบมาก แต่ที่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนคือ สถาบันอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชน ที่รับเด็กกลุ่มเดียวกัน

