นักวิชาการ..ฉายภาพ นโยบาย ‘การศึกษา’ พรรคการเมืองไทย “ยังไม่สะท้อนแนวทางแก้ปัญหา”

11.03.19 | 15:03 น.

หมายเหตุ…ใกล้ วันเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 หลาย พรรคการเมือง ได้ประกาศนโยบายด้านต่างๆ เพื่อใช้ในการหาเสียง รวมถึง นโยบายด้านการศึกษา “มติชน” จึงถือโอกาสนี้นำเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการ ว่านโยบายด้านการศึกษาของพรรคใดที่โดนใจ หรือยกคุณภาพมาตรฐานการศึกษาไทยได้จริง และคาดหวังให้พรรคที่ได้จัดตั้งรัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาอย่างไร

วิโรจน์ ลิ้มไขแสง
อธิการบดี มทร.อีสาน ประธานที่ประชุมอธิการบดี มทร.

“ที่พรรคการเมืองต่างๆ ลงพื้นที่หาเสียง ประกาศนโยบายด้านการศึกษา เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งนั้น เท่าที่ดูนโยบายของแต่ละพรรค ยังไม่แตกต่างกันมากนัก สำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) คาดหวังให้รัฐบาลใหม่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการศึกษา โดยเฉพาะอุดมศึกษา ซึ่ง พ.ร.บ.มทร.พ.ศ.2548 เขียนไว้ชัดเจนให้ มทร.เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นสอนสายวิชาชีพ ดังนั้น สิ่งที่คาดหวังคืออยากให้รัฐบาลใหม่จัดกลุ่มมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามพันธกิจอย่างชัดเจน และเท่าที่ดูในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เขียนไว้ค่อนข้างชัด ว่าการจัดสรรงบประมาณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงบวิจัย หรืองบอื่นๆ จะให้เป็นไปตามกลุ่มมหาวิทยาลัย เช่น มรภ.เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ส่วน มทร.จัดอยู่ในกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หากเป็นไปตามนั้น เชื่อว่า มทร.และมหาวิทยาลัยอื่นๆ จะผลิตกำลังคนได้ ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกันระบบการส่งต่อเด็กจากการศึกษาขั้นพื้นฐานไปอุดมศึกษา อยากให้ชัดเจน โดยเฉพาะการกำหนดสัดส่วนระหว่างสายอาชีพกับสายสามัญ ซึ่งควรจะทำให้ได้ตามเป้าหมาย เช่น หากกำหนดสัดส่วนที่ 50:50 ก็ควรทำให้ได้ตามนั้น ไม่ใช่มีสัดส่วนที่ไม่แน่นอน และเปลี่ยนแปลงเช่นทุกวันนี้ เพื่อให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเตรียมพร้อมรับเด็กเข้าเรียนได้อย่างเหมาะสม

Advertisement

ภาพรวมนโยบายด้านการศึกษาของแต่ละพรรคไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ที่แน่นอนคือการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็จะต้องเดินหน้าตามกฎหมายที่ออกมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี และจะช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยให้ทำงานตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ในส่วนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คงต้องจับตาดูว่ารัฐบาลใหม่จะส่งใครเข้ามาเป็นรัฐมนตรี หากส่งคนที่ไม่มีที่ลงมาเป็นรัฐมนตรี ก็คงไม่มีความเปลี่ยนแปลง”

เรืองเดช วงศ์หล้า
อธิการบดี มรภ.อุตรดิตถ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดี มรภ.

“ในส่วนของ มรภ.เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น มียุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึง การผลิตครู ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็เชื่อว่าต้องมีเป้าหมายในการพัฒนาคนในท้องถิ่นให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้น มรภ.พร้อมที่จะทำงานตามยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างเต็มที่ เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนรัฐมนตรีที่จะเข้ามาดูแลด้านการศึกษา ก็อยากได้คนที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษา เพราะเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาประเทศ”

วัลลภ สุวรรณดี
อธิการบดี ม.เกษมบัณฑิต
นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.)

“เท่าที่ดูนโยบายของแต่ละพรรค ยังไม่สะท้อนให้เห็นภาพการแก้ปัญหาที่ชัดเจน การศึกษาไทยมีปัญหาใหญ่มาก ถ้ารัฐบาลใหม่เข้ามา จะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการศึกษา ไม่น้อยกว่าเรื่องเศรษฐกิจ อีกทั้ง จะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องเฉพาะหน้า และปัญหาที่ไกลออกไป ไล่ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ต้องดูแลตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ที่สำคัญต้องทำด้วยความเข้าใจ การเตรียมกำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศ ควรเริ่มวางแนวทางตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก หรือชั้น ป.1 โดยเสริมสร้างทักษะให้เด็กมีความสามารถสำรวจตัวเองได้ว่า จะเรียนสายอาชีพ หรือสายสามัญ ไม่ใช่มาเริ่มตอนชั้น ม.3 เช่นทุกวันนี้

อนาคตอยากให้รัฐบาลที่เข้ามา ให้มองในเรื่องการจัดสรรงบในมิติใหม่ โดยการใช้จ่ายจะต้องลงไปที่การพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง ในส่วนของอุดมศึกษา อยากให้มองวิกฤตเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยลดลง เป็นโอกาสที่ผู้บริหารจะต้องเข้ามาช่วยดูแลพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ

เท่าที่ดูนโยบายแต่ละพรรคขณะนี้ ยังไม่สะท้อนแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน ดังนั้น ผมเองคงไม่สามารถพูดอะไรได้มากนัก แต่หากเป็นไปได้ อยากได้คนที่มองปัญหาการศึกษาไทยได้ทะลุ มองเห็นอุปสรรคที่ทำให้การศึกษาไม่เดินไปข้างหน้า และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา มาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนในวงการศึกษา แต่ขอให้มีความเข้าใจ และตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อแก้ปัญหาการศึกษาอย่างแท้จริง”

วิเชียร อินทรสมพันธ์
คณบดีคณะครุศาสตร์ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา

“อยากให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เข้ามาพัฒนาการศึกษาระดับพื้นฐาน และพัฒนาครูเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ การพัฒนาครูต้องพัฒนาแบบองค์รวม โดยพัฒนาครูทุกระดับชั้นให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล และผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ต้องเป็นผู้ที่ทำงานด้านการศึกษามาก่อน ไม่ควรนำผู้ที่อยู่นอกวงการการศึกษาเข้ามาผ่าตัดการศึกษาไทย เพราะจะทำให้การศึกษาไทยปั่นป่วน

ทั้งนี้ ยังมีกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างในขณะนี้ คาดหวังว่าสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เดิมเป็นหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ใน ศธ.เมื่อมาอยู่ในกระทรวงใหม่ จะมีอิสระในการทำงานมากขึ้น และอยากให้เข้ามามีส่วนในการพัฒนา มรภ.โดยพัฒนาให้ มรภ.เป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ที่มีส่วนสำคัญในการผลิต และพัฒนาครู
ปัจจุบันรัฐบาลได้วางนโยบายผลิตครู 4 ปี ซึ่งขณะนี้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งที่เปิดสอนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ต่างปรับมาผลิตครูในหลักสูตร 4 ปีหมดแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาควรส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาคัดเลือกนักศึกษา และผลิตครูในระบบปิด เพื่อให้ได้ครูที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลใหม่ จากที่ลงพื้นที่สำรวจ พบว่า จำนวนครูผู้สอนไม่เพียงพอ และขาดครูพี่เลี้ยงจำนวนมาก ไม่ควรให้ครูที่จบการศึกษาไม่ตรงวุฒิมาสอนนักเรียน อีกทั้ง พบว่าทุกโรงเรียนมีเด็กพิเศษเพิ่มขึ้นถึง 10% รัฐบาลควรจัดเตรียม และผลิตครูที่จบด้านการศึกษาพิเศษโดยตรง เพื่อดูแลเด็กเหล่านี้ นอกจากนี้ ควรพัฒนาศักยภาพของครูให้ใช้เทคโนโลยี เพื่อให้ทันยุคสมัยด้วย”

อรรถพล อนันตวรสกุล
อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“มองว่านโยบายการศึกษาของแต่ละพรรคการเมืองนั้น ใกล้เคียงกัน ถือว่าแต่ละพรรคทำการบ้านมาดี ติดตามสถานการณ์การศึกษาไทยตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ตกประเด็นปัญหา และรู้ว่าปัญหาการศึกษาไทยคืออะไร สาเหตุอยู่ที่ใด เช่น ความเหลื่อมล้ำ การกระจายอำนาจ การสร้างโรงเรียนให้เป็นศูนย์กลางของการปฏิรูปการเรียนรู้ เรื่องหลักสูตรที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และเรื่องคุณภาพครู เป็นต้น

คิดว่าทุกพรรคกำหนดนโยบายการศึกษาในประเด็นหลักๆ ไม่แตกต่างกันมาก ต่างกันตรงวิธีการ และยังไม่มีรายละเอียด หรือภาพที่ชัดเจน ว่าจะดำเนินโยบายการศึกษาอย่างไรบ้าง แต่ทุกพรรคการเมืองได้พูดถึงปัญหาที่มาของปัญหาในประเด็นหลักได้อย่างชัดเจนแล้ว ส่วนที่ถือเป็นมิติใหม่คือ หลายพรรคการเมืองชูนโยบายการจัดศึกษาในระดับอาชีวศึกษา และการพัฒนามหาวิทยาลัย เช่น การทำให้มหาวิทยาลัยทันต่อการเปลี่ยนแปลง การปรับมาเรียนออนไลน์ เป็นต้น

โจทย์ที่ยากสำหรับรัฐบาลใหม่ คือมรดกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่บริหารตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้ทิ้งหลายๆ เรื่องที่ต้องแก้ไข เช่น คูปองพัฒนาครู การผลิตครูหลักสูตร 4 ปี จะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น รัฐบาลใหม่ที่เข้ามา ถ้าไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะจัดวิธีดำเนินงานของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ อย่างไร และจะประสานงานระหว่าง ศธ., กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาอย่างไร เพื่อให้ได้การศึกษาที่มีคุณภาพ

สิ่งเหล่านี้จะเป็นโจทย์ที่รอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้าไปจัดการ ส่วนนโยบายที่หาเสียงไว้ ถือเป็นแนวทางที่จะเดินต่อไปข้างหน้า แต่มองว่ารัฐบาลใหม่อาจจะไม่ได้ดำเนินนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชนได้เร็ว เพราะมีหลายเรื่องที่รอการตัดสินใจ และมีปัญหาเดิมที่ต้องสะสาง

เรื่องที่ท้าทายอีกเรื่องสำหรับรัฐบาลใหม่ คือการแก้ไขหลักสูตร ที่ขณะนี้หลายพรรคการเมืองชูนโยบายแก้ไขหลักสูตร แต่ทาง ศธ.และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดทำข้อมูล ทำชุดความรู้ และพยายามแก้ไขอยู่เช่นกัน จึงอยากให้พรรคการเมืองที่เข้ามา อย่าคิดที่จะเอานโยบายของพรรคมาผลักอย่างเดียว อยากให้คำนึงถึงเนื้องานที่เคยทำไว้อยู่ บางอย่างที่ดีก็มี ต้องเอามาต่อยอด มาปรับปรุงให้ดีขึ้นไป เพื่อให้ใช้งานได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามา สิ่งแรกที่ควรทำคือการตรวจสอบข้อมูล สร้าง Big data หรือชุดข้อมูลตรงกับสถาการณ์การศึกษาไทยในปัจจุบัน แล้วจะรู้ว่าปัญหาการศึกษาไทยมีปัญหาไหนบ้างที่ต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.หรือรัฐบาลชุดใหม่ ทำงานบนฐานของร่องรอยข้อมูลเพื่อให้ตัดสินใจดำเนินงานได้ถูกต้อง”