พรรคเพื่อไทย (พท.) ถือเป็นพรรคการเมืองใหญ่ ที่สืบทอดจากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน หลังถูกตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค โดยพรรคไทยรักไทยถือเป็นต้นแบบของนโยบาย “ประชานิยม” ที่ถูกใช้ในการหาเสียง จนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และหลายพรรคการเมืองในขณะนี้ ได้ใช้แนวทางประชานิยมหาเสียงในการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2561 เช่นกัน ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ พท.ถูกมองว่าน่าจะเป็นพรรคการเมืองที่ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มากที่สุด
สำหรับนโยบายที่ใช้หาเสียงครั้งนี้ นอกจากนโยบายด้านการเมือง และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หนึ่งในนโยบายที่หลายคนจับตามอง คือนโยบายด้าน “การศึกษา” ที่ถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ “มติชน” จึงถือโอกาสจับเข่าคุยกับ นายนพดล ปัทมะ แกนนำ พท.และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
โดยนายนพดลระบุว่า นโยบายการศึกษาของ พท.นั้น จะแก้ปัญหาพื้นฐานสำคัญ 3 เรื่อง คือ 1.สร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เด็กไทยจะยากดีมีจน อยากเรียนต้องได้เรียน 2.ยกระดับคุณภาพการศึกษาทุกช่วงชั้น ตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 ขวบจนถึงมหาวิทยาลัย และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การใช้งบประมาณ และกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้โรงเรียน และชุมชน เข้าร่วมจัดการศึกษา
พท.เน้นพัฒนาการศึกษา เพื่อเตรียมคนให้รองรับสังคมผู้สูงอายุ และรองรับการผันผวนของเทคโนโลยี เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยนโยบายการศึกษาที่เป็นรูปธรรมของ พท.คือ “การเรียนฟรี 15 ปี” ตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 ขวบจนถึงระดับ ม.6 ต้องฟรีจริง สนับสนุนงบประมาณเข้ากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้กับนักเรียนที่ยากจน เพื่อไม่ให้นักเรียนเหล่านี้ออกจากระบบการศึกษา นอกจากนี้ จะสนับสนุนให้เยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา กลับเข้าสู่ระบบ และพัฒนาอาชีพ
ทั้งนี้ มีนโยบาย “8 ปี ชี้ทางชีวิต” เพิ่มงบประมาณ และให้ความสำคัญกับการศึกษาปฐมวัย มีมาตรการช่วยเหลือตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนถึงอายุ 8 ขวบ โดยยกระดับพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอัจฉริยะ 20,000 แห่ง มีนโยบายเรียนออนไลน์แบบดิจิทัล โดยเรียนผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่มีเนื้อหาความรู้ระดับโลก และจะติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านออนไลน์ได้
พท.จะปรับหลักสูตรทันที เรียกได้ว่าพลิกโฉมหลักสูตรการศึกษา เปลี่ยนเป็น “หลักสูตรศตวรรษที่ 21 เลิกท่องจำ ก้าวล้ำคิดสร้างสรรค์” ให้นักเรียนมีทักษะคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ สร้างสมรรถนะ มีทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ให้คนรุ่นใหม่คิดเป็น และแก้ปัญหาได้ พร้อมกับสร้างครูพันธุ์ใหม่ ที่เน้นสอนให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถาม และคืนครูให้ห้องเรียนอย่างน้อย 90% ของครู ต้องใช้เพื่อการเรียนการสอน ไม่ใช่ไปทำงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
มีนโยบาย “โรงเรียนของเรา ชุมชนของเรา” กระจายอำนาจ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง และชุมชนในการจัดการศึกษาของโรงเรียน และจัดทำฐานข้อมูลทางด้านการศึกษาระดับชาติ เพื่อให้ทราบข้อมูลที่แท้จริงว่า ขณะนี้ขาดแคลนครูด้านในบ้าง เพื่อให้ผลิตครูได้ตรงกับความต้องการของประเทศ
รวมทั้ง “ปลดหนี้” กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ต้องมีผู้ค้ำ ลดดอกเบี้ย และลดเบี้ยปรับให้กับผู้กู้ยืม
นอกจากนี้ จะส่งเสริมให้นักเรียนได้ 4 ภาษา ไทย อังกฤษ จีน และการเขียนโค้ดดิ้ง โดยจะให้นักเรียนเริ่มเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา
ส่วนผู้เรียน “อาชีวศึกษา” พท.มีนโยบายส่งเสริมให้เรียนฟรีในสาขาขาดแคลน มีศูนย์ฝึกทักษะฝีมืออัจฉริยะในทุกภูมิภาค เพื่อฝึกทักษะฝีมือครู นักเรียน ประชาชน มีกองทุนอาชีวะสตาร์ตอัพ หรือกองทุนเถ้าแก่สตาร์ตอัพ ให้เงินทุน เพื่อให้นักศึกษาที่จบไปสามารถตั้งตัวเป็นผู้ประกอบการได้
ส่วนระดับอุดมศึกษา พท.จะส่งเสริมให้มีบทบาทด้าน “การวิจัย” เพิ่มมากขึ้น เพื่อเตรียมคนรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ จะส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยเปิดบริการสร้างเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฝึกทักษะใหม่ให้บัณฑิตที่จบไป หรือผู้สูงอายุ สามารถอบรมฝึกทักษะความรู้ใหม่ๆ ให้สามารถทำงานได้
พท.มีแนวคิดว่าจะต้องให้มหาวิทยาลัยให้ข้อมูลของหลักสูตรแต่ละคณะ สาขาวิชา ให้กับผู้ปกครอง และนักเรียนที่จะเข้าเรียน ให้รับรู้โอกาสการได้งาน หรือตกงานด้วย
ทั้งนี้ คิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษา (ศธ.) จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ต้องรู้ปัญหาการศึกษาอย่างถ่องแท้ ต้องรับฟังความคิดเห็นของครู นักวิชาการ ผู้ปกครอง และนักเรียน ต้องมีประสิทธิภาพแนวคิดต่างๆ ไปผลักดัน และพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา ส่วนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ควรเป็นคนที่มาจากแวดวงการศึกษาหรือไม่นั้น อาจจะไม่จำเป็นที่ต้องเป็นคนในแวดวงการศึกษา แต่ต้องเป็นผู้รู้ และเข้าใจเรื่องการศึกษาอย่างถ่องแท้ และต้องเป็นผู้นำ
ส่วนนโยบายการศึกษา ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำไว้ ถ้าเป็นสิ่งที่ดี เช่น แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) จัดทำไว้ ถ้ามีสิ่งที่ดีก็ไม่ควรไปต่อต้าน สิ่งไหนที่คิดว่าไม่เข้าท่า สามารถปรับปรุงพัฒนาได้ เพราะการศึกษามีพลวัตเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และ พท.ยึดที่ตัวนักเรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา
เพราะการศึกษาเป็นวาระสำคัญของชาติ ที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาต่อไป

