พปชร.ชู ‘ประชารัฐสร้างคนฯ’ อัดฉีดงบพัฒนา “เด็ก-คนทำงาน-ผู้สูงวัย”

21.03.19 | 10:55 น.

พรรค “พลังประชารัฐ (พปชร.)” เป็นพรรคการเมืองใหม่เอี่ยมถอดด้ามอีกพรรคที่ถูกจับตามองอย่างมากในการเลือกตั้ง วันที่ 24 มีนาคมนี้ และเป็นพรรคที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เป็นนายกฯ คนต่อไป

สำหรับนโยบายที่ พปชร.ใช้หาเสียงครั้งนี้ ยังคงเน้นนโยบายด้านการเมือง และการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ คล้ายๆ กับพรรคการเมืองอื่นๆ “มติชน” จึงถือโอกาสจับเข่าคุยกับ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และรองหัวหน้า พปชร.เกี่ยวกับนโยบายด้าน “การศึกษา” ของ พปชร.

ซึ่งนายสุวิทย์ ระบุว่า พปชร.ไม่ได้ทำนโยบายแบบแยกย่อย หรือมองว่ากระทรวงใดต้องทำหน้าที่อะไร แต่มองเป็นองค์รวมภายใต้นโยบาย “ประชารัฐสร้างคน คนสร้างชาติ” ที่ต้องตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 บูรณาการพัฒนาทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข แรงงาน และสร้างรายได้ โดยมองคนเป็นศูนย์กลาง ที่ต้องได้รับการดูแลทั้งเชิงสุขภาพ การศึกษา การมีงานทำ และการมีรายได้ เด็กไทยทุกคนต้องเกิดมาอย่างมีคุณภาพ

เริ่มจากนโยบาย “การศึกษา 4.0” ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน เตรียมพร้อมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ต้องทำให้ทุกคนมีโอกาส มีอนาคต ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยทำงาน สร้างโรงเรียนดี มีคุณภาพ ต่อยอด “โครงการ 1 ตำบล 1 โรงเรียน” ขยาย “โรงเรียนประชารัฐร่วมพัฒนา” จาก 77 แห่งในปัจจุบัน เป็น 1,000 แห่ง ใน 4 ปี ฟื้นฟูโครงการ “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน ให้จังหวัดมีอิสระในการจัดการศึกษา ให้โรงเรียนมีอิสระในการจัดสินใจ

นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย “ช่วยครูเดิม สร้างครูใหม่” โดยสร้างครูพันธุ์ใหม่ 100,000 คน ใน 10 ปี เปิดให้วิชาชีพอื่นมาสอนในวิชาใหม่ๆ หรือสาขาวิชาที่ขาดแคลน เช่น ปัญญาประดิษฐ์ โปรแกรมมิ่ง พัฒนา Master ให้เป็น coach ให้ครู เตรียมพลเมืองอัจฉริยะสู่โลก 4.0 คืนครูให้ศิษย์ ปรับหลักสูตรการเรียนพื้นฐาน ตั้งแต่มัธยมปลาย แจก “บอร์ดอัจฉริยะ KidBrigth 1 ล้านชิ้น” ให้เด็ก 1 ล้านคน ใน 4 ปี สร้างโรงประลองวิศวกรรม 10,000 โรงเรียนทั่วประเทศ ใน 4 ปี และ เสริมความรู้ เพิ่มทักษะ สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม

Advertisement

รวมทั้ง ดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาเป็น “พี่เลี้ยง” ให้แก่โรงเรียน เพื่อส่งเสริมระบบการเรียนการสอนแก่โรงเรียน ครู และเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น เพราะสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษามีความพร้อมด้านองค์ความรู้ และบุคลากร

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำประเด็น “สิทธิสตรี” ให้ความรู้เด็กและเยาวชนหญิงเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนแต่ง หรือการป้องกันการข่มขืน และประกันความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น

เด็กไทยต้องรู้เท่าทันโลก ทั้งด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นเด็กไทยยุค 4.0 ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันยังจะส่งเสริมให้เด็กได้เล่นกีฬา เพื่อให้รู้แพ้ รู้ชนะ และรู้จักอภัย มีวินัย มีจิตอาสาสร้างครูพันธุ์ใหม่ ที่ไม่เน้นการสอนในห้องเรียน เพราะยุคนี้เด็กสามารถเรียนได้ด้วยตัวเอง แต่ครูจะทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเต็มที่

คนไทยทุกคนกำหนดชีวิตตัวเองได้ “อาชีวศึกษา” มีงานทำตั้งแต่เข้าเรียนชั้นปีที่ 1 ทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยปีแรกอาจเรียนเนื้อหาวิชาการมากหน่อย แต่ปีต่อมาจะเข้าไปเรียน และทำงานในสถานประกอบการ เพื่อที่จบแล้วจะได้มีงานทำทันที

ทำนองเดียวกับ “มหาวิทยาลัย” ที่จะต้องสร้างบัณฑิตใหม่ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต จัดทำ “กองทุนสตาร์ทอัพ” ให้นิสิต นักศึกษา เป็นเถ้าแก่ได้ตั้งแต่วัยเรียน

เมื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัย จะมีการดูแลด้านสุขภาพ มีการฝึกอาชีพให้ผู้สูงอายุ มีโครงการ “โรงเรียนผู้สูงวัยประชารัฐ ระดับชุมชน” เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้สูงวัยมีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ได้อย่างเท่าทันสถานการณ์ และเป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันด้วย เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด ไม่ว่าเป็นเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว

นอกจากนี้ พรรคต้องการปรับโฉมเรื่องหลักสูตรการศึกษาที่เน้นการสร้างทักษะ และวิชาที่จำเป็น รวมถึง เป็นการสร้างการศึกษาที่วางเป้าหมายให้ผู้เรียนได้อย่างชัดเจน

นโยบายเหล่านี้ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องประชานิยม แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือ การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึง 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงสำคัญ โดยเรามองว่าเด็กไทยทุกคนที่เกิดมา ไม่ใช่สมบัติของพ่อแม่เท่านั้น แต่เป็นสมบัติของชาติ ที่ต้องได้รับการดูแล และพัฒนาอย่างดีที่สุด หากทุกคนมีสุขภาพดีตั้งแต่ต้น ก็ไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายลงทุนกับค่ารักษาพยาบาล รวมถึง จะทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมถูกขจัดไป

ที่สำคัญ ต้องการให้คน 3 วัยคือ เด็ก วัยทำงาน และวัยสูงอายุ ได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สุขภาพดี มีงานทำ มีรายได้ เป็นการแก้ปัญหาแบบองค์รวม แทนที่จะแยกส่วนว่าใครต้องทำอะไร ประเทศไทยถึงเวลาต้องปรับปรุงเชิงโครงสร้าง ทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้นำที่เหมาะสม

ดังนั้น ทางพรรคจึงเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกฯ เพราะมีความสามารถที่จะขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้