ผู้เขียนได้มีโอกาสจัดการอบรมนักเรียนอาชีวศึกษา และนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาหลายแห่งในสถานศึกษาต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ของ โครงการการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท
ทำหน้าที่สรุป คำบรรยายของวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับคำสอนของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร์รามาธิบดีจักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร และเห็นว่าคำสอนของพระองค์มีประโยชน์ที่จะน้อมนำไปปฏิบัติได้
ในการนี้ ได้นำกรอบความคิดของวิทยากรมาเป็นแนวทางการเขียน โดยค้นคว้าเพิ่มเติมให้สามารถสื่อความหมายได้เข้าใจกันอย่างทั่วถึง ตามหัวข้อต่อไปนี้
ก.หลักทรงงานของรัชกาลที่ 9 (23 ข้อ)
1.จะทำอะไรต้องศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ : ทรงศึกษารายละเอียดอย่างเป็นระบบจากข้อมูลเบื้องต้น ทั้งเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ เพื่อหารายละเอียดอันจะได้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และตรงตามเป้าหมาย
2.ระเบิดจากภายใน : สร้างความเข้มแข็งจากภายในให้เกิดความเข้าใจ และอยากทำ ประชุมกับลูกน้องทีมงาน เพื่อนร่วมงาน เพื่อทราบถึงเป้าหมาย และวิธีการ
3.แก้ปัญหาจากจุดเล็ก : มองปัญหาจากภาพรวม เริ่มแก้ปัญหาจากจุดเล็กก่อน เมื่อสำเร็จแล้วจึงขยับขยายแก้ไขไปเรื่อยๆ ทีละจุด ถ้า “ปวดหัวคิดอะไรไม่ออกก็ต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน ต้องแก้ปัญหาที่อาการจริงๆ ว่าอะไรทำให้เราปวดหัว”
4.ทำตามลำดับขั้น : เริ่มทำในสิ่งที่จำเป็นก่อน เมื่อสำเร็จจึงเริ่มทำลำดับต่อไปด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง ตัวอย่างเช่น ร.9 พระองค์แก้ปัญหาของประชาชน จากสุขภาพสาธารณสุข จากนั้นเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถนน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค เน้นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้วิธีการอุปกรณ์อย่างประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงแล้ว ก็นำไปปฏิบัติจริงได้ สุดท้ายจึงค่อยสร้างความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นสูงขึ้นโดยลำดับต่อไป
5.ภูมิสังคม ภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์ : การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไร และสังคมวิทยาเกี่ยวกับลักษณะนิสัยใจคอคน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีแต่ละท้องถิ่น ที่มีความแตกต่างกันต้องไปดูว่าประชาชนต้องการอะไรจริงๆ แล้วอธิบายให้ประชาชนเข้าใจหลักการของการพัฒนา ดังนั้น แล้วก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง
6.ทำงานแบบองค์รวม : ใช้วิธีคิดเพื่อการทำงานโดยวิธีคิดอย่างองค์รวม คือการมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดอย่างเป็นระบบครบวงจรทุกสิ่งทุกอย่างมีมิติเชื่อมต่อกัน มองสิ่งที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง
7.ไม่ติดตำรา : จะทำการใดนั้นควรทำงานอย่างยืดหยุ่นตามสภาพ และสถานการณ์นั้นๆ ไม่ยึดติดกับตำราในวิชาการ เพราะบางที่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด บางครั้งยึดติดกับทฤษฎีมากจนเกินไปจนทำอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่เราทำบางครั้งโอบอ้อมกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สังคม และจิตวิทยาด้วย
8.รู้จักประหยัด เรียบง่ายได้ประโยชน์สูงสุด : ในการพัฒนาและช่วยเหลือราษฎรนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงใช้หลักการแก้ปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทำได้เอง หาวัสดุอุปกรณ์ได้ในท้องถิ่นที่มีอยู่มาแก้ไขปรับปรุง โดยไม่ต้องลงทุนสูง หรือใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากนัก ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “…ให้ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก แต่ปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ จะได้ประหยัดงบประมาณ…”
9.ทำให้ง่าย : ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุงและแก้ไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริไปได้โดยง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน และที่สำคัญคือสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน และระบบนิเวศโดยรวม
10.การมีส่วนร่วม : ทรงเป็นนักประชาธิไตย เปิดโอกาสให้สาธารณชนได้มาร่วมแสดงความคิดเห็น ฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาดด้วยการระดมสติปัญญา และประสบการณ์อันหลากหลายมาอำนวย การปฏิบัติบริหารงานให้ประสบความสำเร็จ
11.ต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม : คนที่ให้เพื่อส่วนรวมนั้น มิได้ให้ส่วนรวมแต่อย่างเดียว แต่ถือว่าเป็นการให้เพื่อตัวเองด้วย เพราะสิ่งที่ให้สามารถที่ตัวเองจะได้อาศัยด้วย
12.บริการที่จุดเดียว : การบริหารศูนย์ศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศใช้หลักการ “One Stop Service” เน้นเรื่องรู้รักสามัคคี และการร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันด้วยการปรับลดช่องว่างระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
13.ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเข้าใจถึงธรรมชาติและต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างละเอียด โดยหากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือเราด้วย
14.ใช้อธรรมปราบอธรรม : ทรงนำความจริงในเรื่องธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มาเป็นหลักการแนวทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงสภาวะที่ไม่ปกติเข้าสู่ระบบที่ปกติ เช่น การบำบัดน้ำเน่าเสีย โดยใช้ผักตบชวา ซึ่งมีตามธรรมชาติให้ดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ
15.ปลูกป่าในใจคน : จะทำการใดให้สำเร็จต้องปลูกจิตสำนึกของคนเสียก่อน ต้องให้เห็นคุณค่าเห็นประโยชน์ของสิ่งที่จะทำ… “เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และจะรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง”
16.ขาดทุนคือกำไร : การให้และการเสียสละเป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือความอยู่ดีมีสุของราษฎร “การขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา นักเศรษฐศาสตร์คงค้านว่าไม่ใช่แต่เราอธิบายได้ว่า ถ้าเราทำอะไรที่เราเสีย แต่ในที่สุดที่เราเสียนั้นเป็นการได้ทางอ้อม…”
17.การพึ่งพาตนเอง : การพัฒนาประชาชนให้สามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อม และพึ่งตนเองได้ เป็นการพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อแก้ปัญหาในเบื้องต้น ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตที่ดี
18.พออยู่พอกิน : การพัฒนานั้นเบื้องแรกต้องให้ประชาชนสามารถอยู่ได้อย่าง “พออยู่พอกิน” เสียก่อน แล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะที่สูงขึ้นหรือก้าวหน้าต่อไป
19.เศรษฐกิจพอเพียง : พระองค์ได้ทรงชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตบน “ทางสายกลาง” เพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาวิวัฒน์ และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งปรัชญานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งระดับบุคคล องค์กร และชุมชน
20.ความซื่อสัตย์สุจริตจริงใจต่อกัน : ผู้มีความสุจริต และบริสุทธิ์ใจแม้จะมีความรู้น้อย ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ
21.ทำงานอย่างมีความสุข : ถ้าทำงานไม่มีความสุขเราจะแพ้ แต่ถ้าเรามีความสุขเราจะชนะสนุกกับการทำงาน เพียงเท่านั้นถือว่าเราชนะแล้ว “…ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น…”
22.ความเพียร : การเริ่มต้นการทำงาน หรือทำสิ่งใดนั้นต้องอาศัยความอดทน และความมุ่งมั่นดังเช่นพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” กษัตริย์ผู้เพียรพยายามแม้ จะไม่เห็นฝั่ง ก็จะว่ายน้ำต่อไป เพราะถ้าขาดความเพียรก็จะตกเป็นอาหารของปู ปลา และไม่ได้พบกับเทวดาที่ช่วยเหลือมิให้จมน้ำ
23.รู้รักสามัคคี : รู้ คือรู้ปัญหา และรู้วิธีแก้ปัญหา รัก คือต้องมีความรักที่จะลงมือทำ ลงมือแก้ปัญหานั้น สามัคคี คือการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่สามารถทำคนเดียวได้ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกัน
ข.ความรู้ 2 ประเภ
1.ความรู้ทางวิชาการ (The academic knowledge) เป็นความรู้ที่เกิดจากการศึกษาเรียนรู้ หากนำไปประยุกต์ใช้ก็จะบังเกิดประโยชน์ต่อตนเอง และประเทศชาติ
2.ความรู้ด้านธรรม (normal knowledge หรือ Dhamma) เป็นความรู้ที่ควบคุมพฤติกรรมตนเอง ความรู้ทั้ง 2 ประเภท ต้องการพึ่งพิงปัญหา (wisdom) ของบุคคลแต่ถ้าหากรู้เพียงวิชาการอย่างเดียว ปราศจากความรู้ด้านธรรมแล้ว บุคคลผู้นั้น จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้มีปัญญา
(พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, ดร.ดำรงค์ ชลสุข, แปลจากคำบรรยายของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล)
ค.ทางสายกลาง
สมัยใหม่/สมัยนี้/สมัยที่เจริญแล้ว
ทางสายกลาง/ทันสมัย
สมัยก่อน/สมัยเก่า/สมัยโบราณ
(เวลา/คราว)
ภาพ : แสดงทางสายกลาง
ทางสายกลาง : ในทางพระพุทธศาสนาหมายถึงการไม่ยึดถือสุดทาง หรือสุดโต่งทั้ง 2 ทาง กล่าวคือการดำรงตนเองให้ลำบากทรมานตนเอง (เช่น อดอาหาร) มากจนเกินไปซึ่งเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค และไม่พัวพันในความสุข ความสบายจนสุดโต่ง (เช่น บำรุงบำเรอความสุขของตนเองมากไป) หรือเรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค สายกลางในที่นี้คืออริยมรรคมีองค์ 8 เรียกย่อๆ ว่าไตรสิกขา ประกอบด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา
จากภาพแถบสีดำทั้งบน และล่าง หากบีบเข้ามาหากัน ก็จะไม่มีทางสายกลางเหลืออยู่เลย และจะเหลืออยู่แต่ 1) สมัยใหม่/ สมัยนี้/ สมัยเจริญแล้ว 2) สมัยก่อน/ สมัยเก่า/ สมัยโบราณ แต่เพียงเท่านั้น
ฉะนั้น ถ้าหากจะดำรงตนความเป็นสายกลาง/ ทันสมัยไว้แล้ว จะต้องนำสมัยโบราณ และสมัยที่เจริญเข้ามารวมเข้าไว้ด้วยกัน อธิบายได้ว่าในปัจจุบันสังคมมนุษย์จะดำเนินชีวิตให้พอดีนั้น มนุษย์จะต้องเดินสายกลาง ตัวอย่างเช่น สังคมไทยปัจจุบันก้าวหน้าไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย เรียกว่าเจริญทางวัตถุ แต่ประชาชนชาวไทยก็ยังต้องไม่ลืม สมัยก่อน-สมัยเก่า-สมัยโบราณ เช่น หากเราเจ็บไข้ได้ป่วย แม้จะเยียวยารักษาโรคโดยแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ก็ยังนิยมแพทย์ทางเลือก (ใช้สมุนไพร) อยู่อีก เรียกว่ายังนำสมัยใหม่กับสมัยโบราณมาผสมผสานกัน
ง.องค์ประกอบของชีวิต
องค์ประกอบของชีวิตประกอบด้วยขันธ์ 5 หรือ เบญจขันธ์ คือ
1.รูปขันธ์ ได้แก่ ส่วนที่เป็นรูป ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่างๆของส่วนที่เป็นร่างกาย (corporeality)
2.เวทนาขันธ์ ได้แก่ ส่วนที่เป็นการเสวยอารมณ์ ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ (sensation)
3.สัญญาขันธ์ ได้แก่ ส่วนที่เป็นความกำหนดหมาย รู้ในอารมณ์ หรือเรียกภาษาง่ายว่า การจำได้ หมายรู้ (perception)
4.สังขารขันธ์ ได้แก่ ส่วนที่เป็นธรรมปรุงแต่ง สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วเป็นกลางๆ คุณสมบัติต่างๆ ของจิตที่เจตนาเป็นตัวนำที่ปรุงแต่ง (mental formation, volition activities)
5.วิญญาณขันธ์ ได้แก่ ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์, ความรู้อารมณ์ของอายตนะทั้ง 6 มีการเห็น การได้ยิน การรู้รส การรับกลิ่น การสัมผัส เป็นต้น, วิญญาณขันธ์ ภาษาอังกฤษว่า consciousness
อธิบาย วิญญาณขันธ์
ตา รูป (จักขุวิญญาณ)
หู เสียง (โสตวิญญาณ)
จมูก กลิ่น (ฆานวิญญาณ)
ลิ้น รส (ชิวหาวิญญาณ)
กาย สัมผัส (โผฏฐัพพะ)
ใจ ธรรมารมณ์ (มโนวิญญาณ)
จ.ทศพิธราชธรรม
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ได้นำทศพิธราชธรรม (Duties of The King) มาเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำที่ยึดค่านิยมนำการบริหารว่ามี 10 ประการ ดังนี้
Duties of The King = ทศพิศราชธรรม
1. Charity (ทาน) = การให้ หมายถึง สละทรัพย์ สิ่งของ ช่วยเหลือประชาชนและบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์
2. High Moral Character (ศีล) = ความประพฤติดีงาม เป็นที่น่าเชื่อถือของประชาราษฎร์
3. Self-sacrifice (ปริจาคะ) = การบริจาค คือเสียสละความสุขสำราญเสียสละชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
4. Honesty : Integrity (อาชชวะ) = ความซื่อตรง คือปฏิบัติการโดยสุจริตมีความจริงใจ
ไม่หลอกลวงประชาชน
5. Kindness and Gentleness (มัททวะ) = ความอ่อนโยน คืออัธยาศัยไม่หยิ่ง หยาบคายกระด้าง ไม่ถือพระองค์ ละมุนละไม
6. Self-control (ตะปะ) = ความทรงเดช คือระงับยังยั้งข่มใจ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสำราญและปรนเปรอ
7. Non-anger (อักโกธะ) = ความไม่โกรธ คือความไม่กริ้วกราด ลุอำนาจความโกรธ จนเป็นเหตุให้วินิจฉัยความและกระทำการต่างๆ ผิดพลาด มีความเมตตาประจำใจไว้ระงับความขุ่นเคือง
8. Non-violence (อวิหิงสา) = ความไม่เบียดเบียน คือไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษี ขูดรีด หรือเกณฑ์ แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอำนาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญา แก่ประชาราษฎร์ เพราะความอาฆาตเกลียดชัง
9. Patience หรือ Tolerance (ขันติ) = ความอดทน คืออดทนต่องานที่ตรากตรำถึงจะลำบากกายน่าเหนื่อยหน่ายเพียงไร ก็ไม่ท้อถอย
10. Conformity to the Law หรือ Non-opposition (อวิโรธนะ) คือวางองค์เป็นหลัก หนักแน่นในธรรมคงที่ ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหว เพราะถ้อยคำที่ดีร้าย ลาภสักการะ สถิตมั่นในธรรม ทั้งส่วนยุติธรรมคือ ความเที่ยงธรรมที่ดีนิติธรรม คือระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป
ฉ.แผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ.2559 – 2564)
พอเพียง – มีวินัย – สุจริต – จิตอาสา
พอเพียง หมายถึง ความพอเพียงในการดำเนินชีวิตแบบทางสายกลางมีเหตุผลใช้ความรู้ ในการตัดสินใจ มีความพอประมาณพอดี ไม่เบียดเบียนตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ประมาท สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
วินัย : หมายถึง การยึดมั่น และรับผิดชอบในหน้าที่ของตนทั้งวินัยต่อตนเอง วินัยต่อองค์กร สังคม ปฏิบัติตามจริยธรรม จรรยาบรรณ และเคารพต่อกฏหมาย
สุจริต : หมายถึง ความซื่อตรง ซื่อสัตย์ ยึดมั่นในการรักษาความจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรมทั้งปวง ต้องกล้าปฏิเสธการกระทำที่ไม่ซื่อตรงไม่ซื่อสัตย์ของบุคคลอื่นที่จะทำให้ส่วนรวมเกิดความเสียหาย
จิตอาสา : หมายถึง การเป็นผู้ที่ใส่ใจต่อสังคม ต่อสาธารณะ และอาสาลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่ง อันมิใช่หน้าที่ของตนด้วยความรัก ความสามัคคี เพื่อประโยชน์ของสังคมประเทศชาติ โดยมิได้หวังผลตอบแทน ทำความดีอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย
การจะส่งเสริมให้ทุกคนทุกช่วงวัย และทุกกลุ่มมีความพอเพียง มีวินัย มีความสุจริต และมีจิตอาสาได้นั้น ทุกคนในชาติต้องร่วมแรงร่วมใจ และร่วมกันตั้งปณิธานโดยตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะกระทำ หรือปฏิบัติตามคุณธรรมทั้ง 4 ประการ ตลอดชั่วนิจนิรันดร
ช.ขาดทุนคือกำไร
“Our lost is our gain” (ขาดทุนคือกำไร) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงถือว่า “การให้” และ “การเสียสละ” เป็นการกระทำอันมีผลกำไร โดยทรงกระทำทุกอย่างที่จำเป็นในช่วงเวลาที่เหมาะสม แม้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก หรือต้องขาดทุน ทรงถือเป็นการลงทุน เพื่อความอยู่ดีมีสุขของราษฎรตามแนวพระราชดำริดังต่อไปนี้
ในปีหนึ่งๆ รวมเวลาประมาณ 8 เดือน พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการพัฒนาอันจะช่วยแก้ปัญหา และก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวไทยเช่นในคราวเสด็จเยือน
ประชาชนในเขตอำเภอหัวหิน ทรงเห็นความลำบากของประชาชนในหมู่บ้าน เขาเต่า ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค อีกทั้ง ช่วงน้ำทะเลหนุนได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่เกษตร ทำให้ผลผลิตเสียหาย พระองค์จึงทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 60,000 บาท ให้กรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า
ซ.แช่งผู้ทุจริต
“…ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไปพูดอย่างหยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าไม่ทุจริตสุจริต และมีความตั้งใจมุ่งมั่นสร้างความเจริญ ก็ขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ส่วนคนไหนที่มีอายุมากแล้ว ขอให้แข็งแรง ความสุจริตจะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นอันตราย ภายใน 10 ปี เมืองไทยน่าจะเจริญ ข้อสำคัญ คือต้องหยุดการทุจริตให้สำเร็จ และไม่ทุจริตเสียเอง…”
(พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการในโอกาสเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546)
ฌ.มารยาทไทย 10 อย่าง
1.การแต่งกายให้เรียบร้อยเหมาะสมกับสถานที่
2.การสำรวมกริยาท่าทางและคำพูด ไม่ควรพูดคำหยาบ เอะอะควรแสดงกิริยามารยาทให้สงบเสงี่ยม
3.การรู้จักเกรงใจไม่ถือวิสาสะในการขออาศัยรถการไปเยี่ยมเยือนในเวลาเช้า หรือดึกจนเกินไป การเข้าห้องผู้อื่น การไม่เคาะประตู เปิดจดหมายคนอื่นอ่าน เป็นต้น
4.การให้เกียรติผู้อื่น เช่น ไม่กล่าวคำล้อเลียนนินทา การสูบบุหรี่ในสถานที่หวงห้าม ไม่แคะเการ่างกาย ฯลฯ
5.การรู้จักกล่าวำขอโทษ และขอบคุณ
6.การไม่พูดเพ้อเจ้อ หรือพูดพร่ำเพรื่อเพ้อเจ้อ
7.ท้าทายผู้อื่นด้วยรอยยิ้ม ยกมือไหว้ผู้ใหญ่
8.การระมัดระวังตัว และอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ทำตัวเป็นจุดเด่นแสดงความเย่อหยิ่งจองหอง เป็นต้น
9.ไม่ทำอะไรตามใจตน ไม่ต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่
10.ไม่โต้เถียงกับผู้ใหญ่ ควรใช้วิธีอธิบายเหตุผลให้ท่านได้ฟัง

