วงเสวนาเผยวิธีป้องกัน ‘อุดมศึกษา’ ล่มสลาย ชี้มหา’ลัยต้องปรับรวดเร็ว-ตอบโจทย์ความต้องการโลก
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา “ความล่มสลายของอุดมศึกษาในยุคของการเปลี่ยนผ่าน” โดยมี นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และนายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ ร่วมเสวนา โดยมีผู้ร่วมฟังเสวนากว่า 100 คน
นพ.อุดม กล่าวว่า ขณะนี้โลกเปลี่ยนเร็วมากและทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม ภาคธรุกิจ ตลาดแรงงานมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งถ้าอุดมศึกษาไม่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ความต้องการของประเทศและโลก จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางต่อไป ทั้งนี้ แนวโน้มส่วนใหญ่ของโลกในศตวรรษที่ 21 คือต้องปรับตัวสู่ Data-Driven Economy และเป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ยุคโลกาภิวัฒน์ การปรับนโยบายและเส้นทางการผลิตไปสู่การเพิ่มมูลค่าของทรัพยากร และการขับเคลื่อนที่มุ่งเน้นด้านผลิตภัณฑ์และการบริการที่อาศัยองค์ความรู้และนวัตกรรม ซึ่งขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกมุ่งสร้างนวัตกรรม มูลค่าเพิ่ม ยกระดับความสามารถในการเแข่งขันแล้ว
นพ.อุดม กล่าวว่า ทั้งนี้วิกฤตมหาวิทยาลัยไทย คือจำนวนนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโท ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลศูนย์สารสนเทศอุดมศึกษา พบว่ามีนักศึกษาปริญญาตรีลดลง จากปี 2556 มีจำนวนรวม 1,875,149 คน แต่ในปี 2560 มีจำนวนรวม 1,681,149 คน แบ่งเป็น มหาวิทยาลัยรัฐ ในปี 2556 มีจำนวน 665,342 คน ในปี 2560 มีจำนวน 329,027 คน มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ ในปี 2556 มีจำนวน 236,622 คน ในปี 2560 มีจำนวน 481,854 คน ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในปี 2556 มีจำนวน 562,491 คน ในปี 2560 มีจำนวน 475,611 คน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2556 มีจำนวน141,893 คน ในปี 2560 มีจำนวน 135,712 คน และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในปี 2556 มีจำนวน 268,801 คน ในปี 2560 มีจำนวน 258,895 คน ส่วนผู้เรียนในระดับปริญญาโท จากปี 2556 มีจำนวน 172,432 คน แต่ในปี 2560 มีจำนวน 112,164 คน จะเห็นว่าจำนวนนักศึกษาลดลงอย่างมีนัย ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาตากจำนวนประชากรเกิดที่ลดลงด้วย
“คุณภาพการเรียนรู้ในยุค4.0 จะต้อง เปลี่ยนไปจากเดิมจากการยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง การเรียนตามมาตรฐาน เรียนตามภาคบังคับ และเรียนเพื่อรู้ ต้องเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย เน้นการใช้ความรู้สร้างนวัตกรรม โดยการเรียนรู้ต้องยึดตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนเพื่อตอบโจทย์เฉพาะบุคคล การเรียนที่เกิดจากความอยากรู้ อยากทำและอยากเป็น เป็นเชื้อให้ไปคิดต่อ การถามคือการสอน และเรียนเพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและการทำงาน ดังนั้น ถ้าพวกเราไม่ทำ ไม่เปลี่ยนแปลง อุดมศึกษาจะมีแนวโน้มที่จะล่มสลายได้ และมหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่เป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้เรียน ไม่ใช่การสอนหน้าห้องแล้วให้ท่องจำเท่านั้น ” นพ.อุดม กล่าว
ด้านนายบัณฑิต กล่าวว่า ปัจจุบันนี้อุดมศึกษา อาจจะยังไม่ถึงยุคที่ล่มสลาย แต่ตนมองเป็นการปั่นป่วนของอุดมศึกษาไทยมากกว่า ทุกฝ่ายต้องเตรียมตัวรับมือให้ทันต่อการปั่นป่วนนี้ เพราะปัจจุบันคู่แข่งของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เป็นการแข่งขันกันเองระหว่างมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีการเรียนผ่านระบบออนไลน์ ที่ตลาดของการเรียนออนไลน์นั้นไปไกลระดับโลก และสามารถรับรองและดึงนักเรียนจากทั่วโลกเข้ามาเรียนได้ ดังนั้นสถาบันอุดมศึกษาไทย จะไม่สามารถรอการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้อยู่รอดได้เเล้ว ทุกสถานบันอุดมศึกษาต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด
“ทั้งนี้มี 3 ประเด็นหลัก ที่ทำให้มหาวิทยาลัยอยู่รอดได้ คือ1.การปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนที่ต้องตอบโจทย์ ความต้องการของสังคม ความต้องการภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ 2.ปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อทันต่อการเปลี่ยน และ 3.การสร้างอิมแพค สร้างการศึกษาที่มีมูลค่าค่อสังคม หากมหาวิทยาลัยได้นำ 3 ประเด็นนี้ไปปรับเปลี่ยนตัวเอง จะทำให้อยู่รอดและก้าวต่อไปข้างหน้าได้” นายบัณฑิต กล่าว

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุคของการทำลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ถือเป็นการทำลายเพื่อการเกิดใหม่ ปัจจุบันมีหลายอาชีพที่กำลังจะหายไป เช่น นักการธนาคาร นักกฎหมาย รวมทั้งมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลกปิดตัว แต่ก็เกิดอาชีพใหม่ โดยเฉพาะอาชีพด้านเทคโนโลยี ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเพราะจำนวนผู้เรียนลดลง จากตัวเลขนักเรียนลงทะเบียนสมัคร การคัดเลือกบุคคลกลางเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือระบบทีแคส ปีการศึกษา 2562 พบว่า มีนักเรียนลงทะเบียนแล้วแค่ 269,000 คนเท่านั้น ซึ่งต่างจากในอดีตที่มีนักเรียนเข้ามาวิทยาลัยเกือบ 1 ล้านคน ขณะเดียวกันคุณค่าของปริญญาบัตร ก็ลดลงด้วย สังเกตจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จระดับโลกหลายคนไม่มีใบปริญญาแต่มีความสามารถ จนสามารถประสบความสำเร็จ สร้างนวัตกรรมใหม่ และมีรายได้มหาศาล รวมถึงมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลก เริ่มเปลี่ยนแปลงตนเองโดยเปิดหลักสูตรออนไลน์ให้คนเรียนฟรี ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องปรับตัว “อย่างแรง” จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว เพราะจะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก


