‘อรรถพล’ มึน! พบข้อมูลเงินค้างระบบกว่า 400 ล. เร่ง สกสค.จังหวัด ตรวจสอบพบใครทำผิด ‘พัก-ออกจากงาน’ ต้นเม.ย.เล็งหารือ ธ.ออมสิน กำหนดหลักเกณฑ์หาบ.ทำประกันใหม่
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สกสค.เตรียมคัดเลือกบริษัททำประกันชีวิตใหม่ ให้กับผู้กู้โครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ซึ่งปี 2562 จะมีผู้ครบกำหนดสัญญาจำนวนมาก ทั้งนี้การเลือกบริษัทประกันภัยรอบใหม่ สกสค.จะดำเนินการร่วมกับธนาคารออมสิน ขณะนี้คณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไข และความคุ้มครองตามกรมธรรม์การประกันที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้กู้โครงการ ช.พ.ค. ที่มีตนเป็นประธานนั้น ได้กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการทำประกันรูปแบบใหม่เสร็จและส่งให้ธนาคารออมสินเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อตนมาตรวจสอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอีกครั้งหนึ่งพบว่า คณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ฯ กำหนดเกณฑ์อายุขั้นสูงของผู้ทำประกันไว้สูงถึงอายุ 74 ปี สาเหตุที่กำหนดอายุประกันไว้ 74 ปี เนื่องจากการทำประกันภัยเดิม ที่สมาชิกทำไว้กับบริษัททิพยประกันภัย ในช่วงนั้นมีสมาชิกที่ทำประกันอายุมากที่สุดคือ 65 ปี โดยกำหนดระยะเวลาการทำประกัน 9 ปี จึงอ้างอิงอายุส่วนนี้ และกำหนดอายุขั้นสูงของผู้ทำประกันไว้ 74 ปี ซึ่งอาจจะเข้าข่ายล็อกสเปกเพื่อบางบริษัทมากเกินไป และบริษัทประกันส่วนใหญ่กำหนดอายุผู้สามารถทำประกันได้มากที่สุดถึงอายุ 70 ปีเท่านั้น คณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ฯ จะหารือกับธนาคารออมสินเพื่อหาทางแก้ไขในปัญหานี้ต่อไป ซึ่งตนได้นัดประชุมกับทางธนาคารไว้ภายในต้นเดือนเมษายนนี้
“เบื้องต้นทราบว่า ทางธนาคารเป็นห่วงสมาชิกที่มีอายุเกิน 70 ปี จะสามารถทำประกันรูปแบบใหม่ได้หรือไม่ สกสค.มีความเห็นว่าควรกำหนดอายุผู้ทำประกันไว้ไม่เกิน 70 ปี ส่วนสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 70 ปี ให้บริษัทกำหนดเป็นเงื่อนไขเฉพาะไป โดยอาจจะให้ทำประกันปีต่อปี เป็นต้น ทั้งนี้หากภายในต้นเดือนเมษายน สกสค.ได้ข้อสรุปร่วมกันกับธนาคาร ทางธนาคารออมสินจะออกประกาศเชิญชวนให้บริษัทประกัน เข้ามายื่นข้อเสนอได้ทันที คาดว่าภายในเดือนเมษายนนี้ทุกอย่างต้องเสร็จ เพราะขณะนี้ครูบางส่วนได้รับผลกระทบ สกสค.แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยการให้ครูต่อสัญญาประกันภัยกับบริษัทเดิม แบบปีต่อปีไปก่อน” นายอรรถพล กล่าว
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนตรวจสอบพบความผิดปกติ คือพบข้อมูลเงิน ช.พ.ค.และ เงินจากโครงการ การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีที่คู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ค้างในระบบเป็นจำนวนมาก และพบว่าการเก็บเงินสมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส.แต่ละรายนั้นไม่เท่ากัน ซึ่งจากการตรวจสอบ สกสค.จังหวัดทั้ง 77 จังหวัด มีอยู่ 51 จังหวัด ที่มีปัญหาข้อมูลค้างระบบ โดยพบทั้งเงินหาย เงินขาดบัญชี เงินเกินบัญชีที่ยังไม่ได้ตรวจสอบเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งตนคาดว่าเกิดจากการทุจริตมาตั้งแต่ปี 2552 ขณะนี้ตนเร่งรัดให้ สกสค.จังหวัด ทุกจังหวัดตรวจสอบและยืนยันข้อมูลกับส่วนกลาง โดยให้ถือเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วนต้องเร่งดำเนินการทันที
“ข้อมูลเงินค้างในระบบตัวเลข ที่สกสค.ต้องสืบค้นเพื่อความลงตัว เริ่มตั้งแต่ปี 2552 จนถึงเดือนธันวาคม 2561 แบ่งเป็นเงิน ช.พ.ค. 300 กว่าล้านบาท และเงิน ช.พ.ส. จำนวน 100 กว่าล้านบาท รวมแล้วกว่า 400 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก โดยปกติของการนำส่งเงิน ช.พ.ค.จากจังหวัดมายังส่วนกลาง สกสค.ใช้ระบบ KTB ของธนาคารกรุงไทย โดยส่วนกลางสามารถถอนเงินจากต่างจังหวัดได้ ซึ่งการที่ส่วนกลางจะสามารถถอนเงินได้นั้น สกสค.จังหวัดต้องกรอกข้อมูลในระบบให้ครบทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การออกใบเสร็จ การออกใบนำส่งเงิน การโอนเงิน และการส่งหลักฐานการโอนเงิน แต่ที่ผ่านมา สกสค.จังหวัดทำเพียงบางขั้นตอน ข้อมูลก็พอกหางหมูมาเรื่อยๆ ดังนั้น สกสค.ทุกจังหวัด ต้องมาหาข้อมูลให้เจอว่าเงินเป็นของใครอย่างไร ในส่วนที่รับเกินมาก็จ่ายคืน ในส่วนของเงินหายต้องตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงไป หากพบว่าบางจังหวัดกระทำผิดจริง จะตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและจะดำเนินการตามมาตรการของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทันที และถ้าพบว่ามีมูลอาจจะให้พักงานหรือให้ออกจากงานไว้ก่อน” นายอรรถพล กล่าว
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า การที่ข้อมูลเงินค้างในระบบ ได้สร้างความเสียหายคือ ระบบทะเบียนเดินต่อลำบาก หากเงินที่รับมาไม่ทำรายละเอียดว่าเป็นเงินของสมาชิกรายใด จะส่งผลกระทบเมื่อครูเป็นสมาชิกถึงแก่กรรม หากตรวจสอบข้อมูลไม่ได้ อาจจะจ่ายเงินให้ไม่ได้ จึงต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ตนได้เรียกทั้ง สกสค.จังหวัดทั้ง 51 จังหวัดที่มีปัญหา มาประชุมและทำความเข้าใจ และผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัดทุกราย ต้องเกาะติดสถานการณ์ จังหวัดไหนที่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่รับรู้ถือมีความผิด

