“ความสุขสำหรับผม คือ ทำให้คนอื่นที่เขาคิดว่าเขาไม่มีคุณค่า ให้เขารู้สึกว่าเขามีคุณค่ามากขึ้น”
นี่คือความมุ่งมั่นของผม สยาม เพิ่มเพ็ชร์ ศิษย์เก่าคณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา รุ่นแรกของมหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันผมเป็นนักกายภาพบำบัด โรงพยาบาล (รพ.) มหาราชนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช ได้ผันตัวเองจากการทำงานในโรงพยาบาล ทุ่มเทแรงกาย และแรงใจให้กับการทำงานกายภาพบำบัดในชุมชนอย่างแท้จริง
ด้วยความที่พื้นฐานเป็นคนที่ชอบให้ความช่วยเหลือคน บวกกับที่บ้านต้องการให้ลูกเรียนด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ จุดเริ่มต้นของการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยรังสิตของผม จึงเริ่มต้นขึ้นที่นี่
ชีวิตนักศึกษากายภาพบำบัดรุ่นแรก มีโอกาสทำกิจกรรมค่ายอาสาบ้าง ชีวิตสนุกมาก ได้ออกไปเรียนรู้งานทางด้านกายภาพบำบัดอยู่ตามโรงพยาบาลในจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รพ.จันทบุรี รพ.พระปกเกล้า รพ.สว่างนิวาส เมื่อเรียนจบ ผมคิดว่าชีวิตผมน่าจะอยู่ต่างจังหวัด แต่ไม่เป็นเช่นนั้น พอจบก็ถูกทาบทามจากอาจารย์ให้เป็นอาจารย์อยู่ที่คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต ประมาณ 1 ปี จากนั้นจึงไปทำงานที่ รพ.ยะลา 2 ปี แต่ด้วยเหตุปัจจัยในชีวิต จึงย้ายจาก รพ.ยะลา มาอยู่ที่ รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช
เริ่มต้นผมมีคนไข้ที่มีข้อมูลอยู่ในมือ ชุมชนเขามีเจ้าของ ซึ่งคือ อบต.กับสถานีอนามัย ปัจจุบันเรียกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพสต.เราคุยกับเขาว่าผมมีคนไข้แบบนี้ เราไปดูคนไข้ด้วยกันไหม โดยทำงานคู่กัน เราลงพื้นที่และให้เขาดูแลต่อ
ส่วนตัวคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้คนไข้เหล่านี้เข้าถึงบริการ เพราะชุมชนที่อยู่ในเขตอำเภอเมืองนั้น เป็นอำเภอเมืองก็จริง แต่การเข้าถึงบริการไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ผมเลยคุยกับหัวหน้ากลุ่มงาน ว่าผมน่าจะผันตัวเองออกไปทำงานนอกโรงพยาบาลจะเหมาะกว่า
มีเคสคนไข้ที่หลากหลาย คนไข้ในชุมชนส่วนใหญ่สูงอายุ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เนื่องจากโรคหลอดเลือดสมอง เป้าหมายเราคือ อยากให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด ผมเคยเจอเคสหนึ่งที่หนัก ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว คนไข้นอนติดเตียง เป็นเส้นเลือดในสมองแตก ผมไปดูแลเขา ถามว่าต้องการอะไร เขาบอกไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่ในฐานะที่เราเป็นบุคลากรด้านสุขภาพ ไม่อยากให้คิดแบบนั้น เลยคุยกับเขา คุยกับนักพัฒนาชุมชน นายก อบต., ผอ.รพสต.และทำโฟกัสกรุ๊ปคุยกันว่าจะจัดการกับเคสนี้อย่างไร โดยเอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง ถามความต้องการของเขาจริงๆ สุดท้ายได้ทราบความต้องการคืออยู่กับลูก แต่ลูกเขาอยู่ที่อื่น เลยเป็นที่มาของการตามไปหาลูกเขาด้วย
ความสุขสำหรับผมคือ ทำให้คนอื่นที่เขาคิดว่าเขาไม่มีคุณค่า ให้เขารู้สึกว่าเขามีคุณค่ามากขึ้น อยากมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองมากขึ้น
การทำกายภาพบำบัดต้องมีเมตตา ถ้าเราไม่มีเมตตา เราจะมองเห็นคนไข้เป็นวัตถุสิ่งของ ทำๆ ไปอย่างนั้น ถ้าเรามีเมตตา เราก็อยากให้เขาพ้นทุกข์ เราเห็นความทุกข์ของคนอื่นไม่ต่างจากทุกข์ของเรา เมื่อเมตตาแล้วก็ต้องอดทน ต่อมาคือต้องซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ และมีจรรยาบรรณ


