นายอธิวัฒน์ ปิยะนันท์วงค์ ประธานสมาพันธ์นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ เปิดเผยว่า จากที่ได้ผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาไทยยกการเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียนในเดือนสิงหาคม จนถึงขณะนี้มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) หลายแห่งทยอยกลับมาเปิด-ปิดภาคเรียนเหมือนเดิมแล้ว อย่าง มรภ.เชียงใหม่ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร มรภ.เชียงใหม่ ซึ่งมีนายประพันธ์ ธรรมไชย อธิการบดี มรภ.เชียงใหม่ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีมติเป็นเอกฉันท์ให้กลับมาเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิมคือเปิดภาคเรียนในช่วงเดือนมิถุนายน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 เป็นต้นไป ส่วนสภา มรภ.ลำปาง มีมติเห็นชอบให้กลับมาเปิด-ปิดภาคเรียนแบบเดิม ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 เป็นต้นไปเช่นกัน ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี (มรท.) ได้ประชุมคณบดี ตัวแทนหน่วยจัดการศึกษานอกที่ตั้ง และผู้อำนวยการกองบริการการศึกษา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีมติให้กลับมาเปิด-ปิดภาคเรียนเหมือนเดิม ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 โดยจะนำเสนอที่ประชุมสภา มรท.ในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ เช่นเดียวกับ มรภ.ชัยภูมิ มรภ.ราชนครินทร์ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่มีมติให้กลับมาเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิมตั้งแต่ปีการศึกษา 2560
นายอธิวัฒน์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มีมหาวิทยาลัยที่กลับมาเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิมแล้ว ได้แก่ มรภ.ธนบุรี และ มรภ.นครสวรรค์
ซึ่งได้เปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิมตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 ที่ผ่านมา ส่วน มรภ.กำแพงเพชร มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.สุรินทร์ มรภ.ศรีสะเกษ มรภ.ร้อยเอ็ด และ มรภ.มหาสารคาม ได้เปลี่ยนมาเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิมตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 ขณะที่ มรภ.พระนคร ไม่ได้เปลี่ยนมาเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียนตั้งแต่ต้นแล้ว
“ถามว่าราชภัฏได้อะไรจากการกลับมาเปิด-ปิดภาคเรียนแบบเดิมของไทย ในมุมมองผมคิดว่าสมญานามกับคำว่า ‘คนของพระราชา และข้าของแผ่นดิน’ เพราะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณของความเป็นไทย นักศึกษา คณาจารย์ ผู้ปกครอง และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะหลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวง อันเนื่องจากการเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียน มรภ.จะไม่เป็นภาระต่อสังคมและประเทศชาติด้านพลังงานไฟฟ้า และทรัพยากรน้ำอีกต่อไป ในการให้บริการวิชาการ และวิชาชีพโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสนองนโยบายรัฐบาลในเรื่องการประหยัดน้ำประหยัดไฟได้อย่างเต็มที่ นักศึกษา มรภ.จะจบการศึกษาก่อน ได้โอกาสในการหางานทำก่อนอย่างน้อย 2 เดือน ทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายของนักศึกษา และยังตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตราชภัฏ” นายอธิวัฒน์กล่าว
นายอธิวัฒน์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ผู้บริหาร มรภ.คือผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง และได้รับความชื่นชมจากชาวอุดมศึกษา ในฐานะที่กล้านำ กล้าตัดสินใจ โดยยืนหยัดอยู่บนผลประโยชน์ของนักศึกษา ประชาชน สังคม และประเทศชาติตามสถานการณ์ที่เป็นจริง อีกทั้งทำให้ลดปัญหาระหว่างมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนในเรื่องต่างๆ และยังสอดคล้องกับการเปิดภาคเรียนของโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตบัณฑิตด้านครุศาสตร์ และเป็นแบบอย่างของกระบวนการตัดสินใจ ที่ทั้งให้เกียรติที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ซึ่งได้ปฏิบัติตามมติมาแล้ว 2 ปี และรับฟังเหตุผลของผู้ได้รับผลกระทบ โดยยึดหลักการ เหตุผล และข้อเท็จจริงเป็นสำคัญในการตัดสินใจกลับมาเปิด-ปิดภาคเรียนแบบเดิม

