ไม่รู้ว่าจะ “ล่ม” อีกรอบหรือไม่ สำหรับการสรรหา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เลขาธิการคุรุสภา และ ผู้อำนวยการองค์การค้า (อค.) ของ สกสค. ตัวจริง…
หลังเว้นว่าง “ตัวจริง” มานานกว่า 4 ปี ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อสะสางปัญหาทุจริต โดยเฉพาะภายใน สกสค.และ อค.ที่กลายเป็นแหล่งทำมาหากินของเหลืบไรมายาวนาน
โดย ‘บิ๊กเข้’ หรือ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในช่วงนั้น ตั้ง นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค., นายกมล ศิริบรรณ อดีตรองปลัด ศธ.ปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา และ นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ อค.
ต่อมายุค พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้ตั้ง นายพิษณุ ตุลสุข อดีตรองปลัด ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค., นายชัยยศ อิ่มสุวรรณ อดีตรองปลัด ศธ.ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา และนายสุเทพ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ อค.เช่นเดิม…
เมื่อ ‘หมอธี’ หรือ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในปี 2560 ได้ดึงนายพินิจศักดิ์กลับมาปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.ควบคู่กับปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ อค.เมื่อนายพินิจศักกดิ์ เกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2561 จึงได้ตั้ง นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ.ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.และ นายวีระกุล อรัณยะนาค ผู้ตรวจราชการ ศธ.ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ อค.
ขณะที่ นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา แทนนายชัยยศที่ลาออก มาถึง นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองปลัด ศธ.ปฏิบัติหน้าาที่เลขาธิการคุรุสภา ตั้งแต่ปลายปี 2561 ถึงปัจจุบัน…
โดยก่อนหน้านั้น ช่วงปี 2560 นพ.ธีระเกียรติ ตัดสินใจเดินหน้าสรรหาเลขาธิการ สกสค.และเลขาธิการคุรุสภา ครั้งแรก…
ซึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าสรรหาเลขาธิการ สกสค.ที่มีคุณสมบัติครบ และมาแสดงวิสัยทัศน์เพียง 3 ราย ได้แก่ นายพิษณุ ตุลสุข รองปลัด ศธ.ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค., นายสมมาตร์ มีศิลป์ อดีตผู้อำนวยการ อค.และ นายสันติ รุ่งสมัย ที่ปรึกษาเลขาธิการ สกสค.
ขณะที่ตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา ผู้ได้รับเลือกให้เข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ 3 ราย ได้แก่ นายกมล ศิริบรรณ อดีตรองปลัด ศธ., นายเพิ่ม หลวงแก้ว อดีตผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการคุรุสภา และ นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการ สกศ.
แต่การสรรหาครั้งนั้น เป็นอันต้องล้มในวาระสุดท้าย เพราะมีการร้องเรียนคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการสรรหาทั้ง 2 ตำแหน่งไม่เหมาะสม อีกทั้ง ขั้นตอนการสรรหาอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย!!
ทำให้ นพ.ธีระเกียรติต้องกลับไปทบทวนหลักเกณฑ์วิธีการสรรหามาใหม่ แม้จะมั่นใจว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 17/2560 ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการ ศธ.กำหนดหลักเกณฑ์การสรรหาได้
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องยกเลิกการสรรหา เนื่องจากกรรมการ สกสค.และกรรมการคุรุสภาที่เป็นตัวจริง คือตำแหน่งระดับ (ซี) 11 ทั้งปลัด ศธ., เลขาธิการ กอศ., เลขาธิการ กกอ.และเลขาธิการ สกศ.ส่วนใหญ่ ได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นเข้าประชุมแทน ทั้งๆ ที่เป็นคนเสนอรายชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหา
มีเพียงเลขาธิการ กพฐ.เท่านั้น ที่เป็นกรรมการตัวจริง!!
โดยกรรมการแต่ละคนที่ไม่เข้าร่วมประชุม ให้เหตุผลว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย และกรรมการบางคนมีคดีความฟ้องร้องกับผู้ที่ได้รับการสรรรหา อาจส่งผลให้เป็นปัญหาทางกฎหมาย และถูกฟ้องร้องภายหลังได้
ทำให้ตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.และเลขาธิการคุรุสภาตัวจริง ต้องเว้นว่างมาเกือบ 2 ปี!!
ล่าสุด นพ.ธีระเกียรติตัดสินใจสรรหาทั้ง 3 ตำแหน่ง “ทิ้งทวน” ก่อนเปลี่ยนรัฐบาล โดยเปิดรับสมัครวันที่ 17-22 เมษายน ที่ผ่านมา
น่าสนใจตรงที่รายชื่อผู้สมัคร ที่มีทั้งหน้าเก่า และหน้าใหม่ มาจากคนนอก และคนใน
โดยตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.มีผู้สมัคร 4 ราย ดังนี้ นายอรรถพล, นายวีระกุล, นายวิวัฒน์ อ้นน่วม อดีตรองเลขาธิการ สกสค.และนายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้ตรวจราชการ ศธ.
ส่วนผู้อำนวยการ อค.มีผู้สมัครเข้ารับการสรรหา 6 ราย ได้แก่ นายชวลิต ลีลาศิวพร อดีตรองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และพัฒนาธุรกิจ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.), นายสมมาตร์, นายราชศักดิ์ กุลละวณิชย์, นายคมกฤช จันทร์ขจร ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาทางไกล สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.), นายอดุลย์ บุสสา อดีตรองผู้อำนวยการ อค.และนายกำพล วันทา อดีตผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักงานปลัด ศธ.
สำหรับเลขาธิการคุรุสภา มีผู้สมัคร 13 ราย อาทิ นายพินิจศักดิ์, นางวัฒนาพร, นายสุรพงษ์ จำจด อดีตผู้ตรวจราชการ ศธ., นายอำนาจ สุนทรธรรม อดีตเลขาธิการคุรุสภา เป็นต้น
โดยแต่งตั้ง น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัด ศธ.เป็นประธานสรรหาทั้ง 3 ตำแหน่ง และเตรียมประกาศชื่อผู้มีคุณสมบัติครบ เพื่อให้แสดงวิสัยทัศน์ในวันที่ 1 พฤษภาคม
ท่ามกล่างกระแสคัดค้านของกลุ่มครู ล่าสุด นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน สกสค.ได้ยื่นฟ้องศาลปกครอง โดยกล่าวหารัฐมนตรีว่าการ ศธ.สรรหาผู้อำนวยการ อค.ไม่ชอบด้วยกฎหมายใน 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1 รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ใช้อำนาจหน้าที่ออกประกาศ ศธ.เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไข การสรรหาบุคคล เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ อค.ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 การออกประกาศดังกล่าว ต้องเป็นประกาศของ สกสค.ดังนั้น ประกาศหลักเกณฑ์สรรหาดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.สภาครูฯ
ประเด็นที่ 2 การลงนามในประกาศหลักเกณฑ์สรรหาผู้อำนวยการ อค.ต้องลงนามโดยประธานคณะกรรมการ สกสค.ไม่ใช่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ ศธ.
และประเด็นที่ 3 การประกาศคุณลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ อค.มีข้อความไม่สมบูรณ์ตาม ประกาศ หลักเกณฑ์การสรรหาผู้อำนวยการ อค.ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ข้อ 1 คุณลักษณะทั่วไปและลักษณะต้องห้าม ข้อ 1.10 ไม่เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือถูกเลิกจ้างจากหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือจากหน่วงานของเอกชน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการเลิกจ้างเมื่อสิ้นสัญญาจ้าง ดังนั้น ในประกาศที่เป็นสาระสำคัญ จึงมีช่องว่าง อาจเปิดโอกาส หรือเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งขัดต่อหลักธรรมาภิบาล
ในกรณีดังกล่าว ได้มีคำพิพากษาศาลของปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 2215/2555 และคดีหมายเลขแดงที่ 83/2558 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2559 พิพากษาเพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีเกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามตามข้อ 1.10 ตามประกาศคณะกรรมการ สกสค.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาฯ ผู้อำนวยการ อค.ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555
โดยขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนประกาศ ศธ.เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการสรรหาฯ ผู้อำนวยการ อค.ซึ่งไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.สภาครูฯ และคำสั่งศาลปกครองกลาง
แม้ นพ.ธีระเกียรติจะออกมายืนยันว่า การสรรหาครั้งนี้พิจารณาข้อกฎหมายมาดีแล้ว โดยได้สอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อความรอบคอบ ก่อนตัดสินใจเดินหน้าสรรหาทั้ง 3 ตำแหน่งพร้อมกัน เพื่อวางตัวบุคคลที่เหมาะสมไว้ก่อนเปลี่ยนรัฐบาล …
อย่างไรก็ตาม หากศาลปกครองรับคำฟ้อง และมีคำสั่งออกมาในทางใดทางหนึ่ง ก็อาจเป็นเหตุให้ต้อง “ยกเลิก” การสรรหาอีกเช่นกัน
ซ้ำร้ายหากศาลปกครองมีคำสั่งออกมาหลังประกาศชื่อผู้ได้รับการสรรหาเรียบร้อยแล้ว อาจส่งผลให้มีการสอบ หรือยุติการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะตำแหน่งผู้อำนวยการ อค.ที่ถูกฟ้องโดยตรง
ขณะที่อีก 2 ตำแหน่ง ก็อาจต้องกลับมาทบทวนหลักเกณฑ์การสรรหาฯ ใหม่
ดังนั้น หากดูสถานการณ์แล้ว มหากาพย์เฟ้นผู้ที่จะมานั่งเก้าอี้เลขาธิการ สกสค., เลขาธิการคุรุสภา และผู้อำนวยการ อค.ครั้งนี้ อาจไม่จบลงง่ายๆ เหมือนที่คิด

