หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา ถึงเวลาหรือยั...

ถึงเวลาหรือยัง ‘สภาวัฒนธรรม’ จะเป็นเครือข่ายกับ “คณะวัฒนธรรมศาสตร์”

1.05.19 | 14:57 น.

มีผู้กล่าวกันว่า “สภา” เป็นที่ประชุมของสัตบุรุษ (คนดีน่านับถือมีคุณธรรม ประพฤติอยู่ในศีลในธรรม) มาปรึกษาหารือเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหาวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดกับกลุ่มของตน การประชุมรูปแบบสภามีมานานตั้งแต่สมัยพุทธกาล ดั่ง “สภากษัตริย์ลิจฉวี” ในเรื่องสามัคคีเภทที่เล่าสู่กันมา ผู้เข้าประชุมสภาต้องนำข้อมูลที่เชื่อถือได้มาพูดจาปรึกษากัน ต้องให้ความเคารพต่อผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน โดยเฉพาะ “ท่านประธานที่เคารพ”

สภามีหลายชนิด เช่น วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร (สองสภานี้กำลังจะมีตึกรัฐสภาแห่งใหม่ ดีใจด้วยครับ) สภามหาวิทยาลัย สภากาชาด สภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ., เทศบาล, อบต.) สภาวัฒนธรรม เป็นต้น

เมื่อพูดถึงชนิดของสภา ก็น่าจะกล่าวถึง “สภากาแฟ” ด้วย เพราะเป็นสถานที่ชาวบ้านมาสนทนาเรื่องการเมืองในร้านกาแฟสนทนาเป็นกันเอง ข้อมูลที่นำมาพูด ก็แล้วแต่ผู้พูดได้รับมา และต่างเชื่อว่าข้อมูลของตนถูกต้อง จึงพบเห็นบรรยากาศที่มีการโต้แย้ง โต้เถียงโต้คารม ผสมวิวาทะบางโอกาส สนุกครับ แต่สภาแบบนี้ขาด “ท่านประธานที่เคารพ” นะขอรับ

“สภาวัฒนธรรม” คำนี้เกิดพร้อมกับ พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2485 ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายรัฐมนตรี กำหนดให้จัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ รัฐบาลได้เปิดสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ขึ้นที่วังบางขุนพรหม เมื่อ 29 กันยายน 2485 ได้แบ่งงานเป็น 4 สำนัก คือ สำนักงานวัฒนธรรมทางจิตใจ, สำนักงานวัฒนธรรมทางระเบียบประเพณี, สำนักงานวัฒนธรรมทางศิลปกรรมและสำนักงานวัฒนธรรมทางวรรณกรรม กำหนดหน้าที่ดังนี้ ค้นคว้า ดัดแปลง รักษา ส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีอยู่ และกำหนดวัฒนธรรมที่ควรรับมือไว้หรือปรับปรุงต่อไป พร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมให้เหมาะสมกับกาลสมัย ปลูกฝังวัฒนธรรมในจิตใจประชาชนจนเป็นนิสัย ให้ความเห็น รับปรึกษา และปฏิบัติตามความมุ่งหมายของรัฐบาล

อีกทั้ง ยังกำหนดค่านิยมวัฒนธรรมที่บุคคลต้องปฏิบัติตาม เช่น ความเป็นระเบียบเรียบร้อยการแต่งกาย จรรยาและมารยาทในที่สาธารณะ การประพฤติตนที่เป็นเกียรติของชาติและพุทธศาสนา เจริญก้าวหน้าในทางวรรณกรรมและศิลปกรรม และความนิยมไทย (ผัดไทยก็เกิดในสมัยนี้ ส่วนประกอบ ชื่อจีนทั้งนั้น ก๋วยเตี๋ยว, กุ้ยช่าย, เต้าหู้, ฉ่ายโป้ คงจะเป็นคนไทยผัดจึงชื่อผัดไทย)

Advertisement

ต่อมามีการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมจังหวัด แล้วถึงสถานการณ์หนึ่ง จึงยุติบทบาทสภาวัฒนธรรมจังหวัดตามมา ผมไม่พูดถึงสาเหตุที่ยุติบทบาทสภาวัฒนธรรม กลัวล้ำเส้นเข้าเรื่องการเมือง พูดแต่เรื่องวัฒนธรรมดีกว่าไม่ล้ำเส้นใคร พ.ร.บ. วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2485 ยังไม่ยกเลิกนะครับ คงอยู่ตลอดมา

กระทั่งมี พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2553 กำหนดให้ยกเลิก พ.ร.บ.ฉบับ พ.ศ.2485 และให้จัดตั้งสภาวัฒนธรรมขึ้นใหม่เพื่ออนุรักษ์ หรือฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น และของชาติ ในแต่ละระดับ ประกอบด้วย สภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย, สภาวัฒนธรรมจังหวัด, อำเภอ, ตำบล, กรุงเทพมหานคร, เขต, แขวง, เทศบาล, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ, และสภาวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ โดยมีสถานภาพเป็นองค์กรเอกชนที่ดำเนินงานภายใต้กำกับดูแลของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

บทบาทหน้าที่ของสภาวัฒนธรรมกำหนดไว้ ใน พ.ร.บ.ฉบับ พ.ศ.2553 มี 6 ข้อ สรุปได้ดังนี้ สภาวัฒนธรรมสามารถเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ และแนวคิดในการดำเนินงานวัฒนธรรม โดยเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สร้างสรรค์ แลกเปลี่ยน สืบทอด และเฝ้าระวัง จัดหาทรัพยากรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนงานในพื้นที่และในระดับชาติอย่างมีประสิทธิภาพ (ประสานสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของบประมาณมาดำเนินกิจกรรมคงจะได้กระมังครับ)

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้จัดทำยุทธศาสตร์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของสภาวัฒนธรรม เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงาน สามารถขับเคลื่อนงานตามความต้องการของทุกสังคมทุกระดับ ซึ่งยุทธศาสตร์การดำเนินงานสภาวัฒนธรรม (พ.ศ.2559-2562) มี 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

1) การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสภาวัฒนธรรม กิจกรรมที่เน้นอบรมปฐมนิเทศคณะกรรมการ ศึกษาดูงาน
2) เสริมสร้างความเข้มแข็งของสภาวัฒนธรรม แนวปฏิบัติที่กรมฯ แนะมา จัดหาสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากร ระบบฐานข้อมูล (คงต้องรอรัฐสภารื้อของเก่าส่งมาให้นะ)
3) การพัฒนาศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมสู่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจฐานรากเชิงสร้างสรรค์ กิจกรรมที่เน้นศึกษาและรวบรวมทุนทางวัฒนธรรมไว้อย่างเป็นระบบ พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมสู่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจต่อไป
4) การพัฒนาและขยายเครือข่ายการดำเนินงานวัฒนธรรม กิจกรรมที่เน้นอบรมดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมตัวกันเชื่อมโยงกัน (ต้องรักกันอย่าแตกความสามัคคี ดั่ง สภากษัตริย์ลิจฉวี เข้าละ)
5) เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม เน้นกิจกรรมอบรมศึกษาดูงานอีกนั่นแหละครับ
6) เสริมสร้างการประชาสัมพันธ์งานวัฒนธรรม กิจกรรมที่เน้นการประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ

ที่ประมวลบทบาทหน้าที่ และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสภาวัฒนธรรมมาให้เห็นนั้น เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาล และกระทรวงวัฒนธรรม มีความคาดหวังต่อสภาแห่งนี้อย่างมาก ว่าจะนำพาวัฒนธรรมท้องถิ่น และของชาติเจริญก้าวหน้า แต่ถ้าพิจารณาแล้ว จะเห็นว่าการกำหนดงานของสภาวัฒนธรรมนั้น เน้นหนักไปในด้านการประชุมเชิงวิชาการ แต่ประชาชนชาวบ้านคงไม่สันทัดในเรื่องนี้ คงต้องขอความร่วมมือ และขอสนับสนุนวิทยากรจากหน่วยงานอื่นๆ (จะไปขอความร่วมมือจากสภากาแฟคงยากเพราะที่นั่นการเมืองล้วนๆ)

ถึงเวลารึยัง ที่สภาวัฒนธรรมจะเป็นเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยที่มีความรู้ประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม ท่านรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมครับ ช่วยประสานกับนายกสภามหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอนใน “คณะวัฒนธรรมศาสตร์” เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมวิทยาไปสู่ปวงชน ผู้จบปริญญาตรีสามารถบรรจุรับราชการสังกัดกระทรวงนี้ เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงนี้ รับมาตั้งแต่เปิดกระทรวงใหม่ๆ ก็มิได้จบมาทางด้านวัฒนธรรมโดยเฉพาะ เพียงแต่รับโอนบุคลากรจากหน่วยงานอื่นเข้ามาตามกรอบอัตราที่กำหนดไว้ ก็จะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนโดยเข้าศึกษาจากคณะนี้เพิ่มเติม และคณะแห่งนี้จะเป็นแหล่งรวบรวมวิทยากร องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมไว้มากมาย จึงเป็นที่ปรึกษาให้สภาวัฒนธรรมได้ โดยจัดอบรมคณะกรรมการสภาฯ ในหลักสูตรเร่งด่วนอีกทางหนึ่งด้วย

ถ้าเพียงเขียนบทบาทหน้าที่ และยุทธศาสตร์ฯ ไว้ในกระดาษ หวังให้คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมนำมาอ่านแล้วปฏิบัติตาม คงจะใช้เวลานานจึงจะเห็นผลเชิงประจักษ์

คณะกรรมการสภาฯ ต้องการผู้ช่วยเหลือทางวิชาการโดยเร่งด่วน ถ้าดำเนินการช้าไป ถูกยุบกระทรวงอีกรอบ อย่ามาว่ากันนะเจ้านาย (ถ้ายุบจริงจะไปทำงานกับสภากาชาด จิตสาธารณะช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กันนะพวกเราชาวสภาฯ)