บทสนทนาเริ่มน่าสนใจขึ้นทันทีที่เราเห็นชิ้นงานศิลปะที่สร้างสรรค์โดยสองมือของผู้พิการทางสายตา ผู้พบเห็นต่างประทับใจ และเริ่มตั้งคำถามกับขั้นตอนการสร้างชิ้นงานภายใต้ โครงการ UOB Please Touch หรือ “โครงการกรุณาสัมผัส” ที่ธนาคารยูโอบี (ไทย) ได้ร่วมกับ บริษัท กล่องดินสอ ดำเนินโครงการต่อเนื่องทุกปี นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยส่งเสริมทักษะความรู้ด้านศิลปะให้กับผู้พิการทางสายตา เพื่อสร้างโอกาสสู่การเป็นศิลปินอาชีพ
เวิร์กช็อป “ศิลปะสัมผัสได้” กิจกรรมในโครงการกรุณาสัมผัส ที่นอกจากจะเพิ่มความรู้ และทักษะให้ผู้พิการทางสายตาอายุระหว่าง 10-60 ปี ที่สนใจด้านศิลปะแล้ว ความพิเศษที่เพิ่มขึ้นคือ ทุกชิ้นงานจากทุกการสร้างสรรค์ของกลุ่มผู้พิการทางสายตาจะนำไปส่งต่อให้กับผู้อื่นก่อให้เกิดประโยชน์ นับเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าทางจิตใจให้กับกลุ่มคนรักงานศิลป์ที่อยู่ในโลกมืดได้อย่างมาก
สัญชัย อภิศักดิ์ศิริกุล กรรมการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่การเงินและสนับสนุนธุรกิจ ธนาคารยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า ธนาคารมีนโยบายสนับสนุนโครงการทางด้านศิลปะ การศึกษา และเยาวชน ความพิเศษของปีนี้ คือผลงานทุกชิ้นจากการทำกิจกรรมเวิร์กช็อป จะนำไปต่อยอดมอบให้กับมูลนิธิต่างๆ เรียกว่าส่งต่อผลงานศิลปะจากกผู้พิการทางสายตาให้สังคม ถือเป็นการแบ่งปันจากจุดเล็กๆ ของผู้พิการทางสายตา ที่สะท้อนผ่านผลงานทางศิลปะ โดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเพื่อผู้พิการทางสายตา พร้อมอาสาสมัครพนักงานธนาคารทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ตลอดจนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้พิการทางสายตาในการสร้างงานศิลปะ

รศ.ทักษิณา พิพิธกุล อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเพื่อผู้พิการทางสายตา ผู้ออกแบบหลักสูตร และวิทยากร กล่าวว่า ผู้พิการทางสายตามีศักยภาพเหมือนคนทั่วไป แต่สังคมส่วนใหญ่มักคิดว่าทำได้เพียงขายล็อตเตอรี่ หรือเล่นดนตรี ซึ่งจริงๆ พวกเขาทำอะไรได้มากกว่านั้น บางคนประสบความสำเร็จมากมาย หรือเก่งกว่าคนสายตาปกติด้วยซ้ำ และถ้าผู้พิการทางสายตาเข้าถึงความรู้ตรงนี้ จะถูกนำไปประยุกต์ใช้กับคนกลุ่มอื่นๆ ที่มีข้อจำกัดเหมือนกัน
เจิดศิลป์ สุขุมินท หรือ ครูอาร์ท ครูศิลปะโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ บอกว่า เด็กกลุ่มนี้เหมือนคนปกติ ที่มีความสามารถ และความถนัดแตกต่างกัน เด็กพิการทางสายตาที่ชอบศิลปะมีวิธีดูไม่ยาก จะเป็นคนกล้าแสดงออก มีความสงสัย อยากริเริ่มทดลองสิ่งต่างๆ
“สิ่งที่ผู้พิการทางสายตาได้จากการเข้าร่วมกิจกรรม มองว่านอกจากได้ความเพลิดเพลินผ่อนคลาย ยังได้ฝึกสมาธิ เพราะการทำศิลปะเป็นการให้เขาได้ใช้จินตนาการอย่างอิสระ ไม่มีอะไรไปบังคับ ทำให้จดจ่ออยู่กับผลงานของตัวเอง และเมื่อได้ชิ้นงาน ก็ทำให้เขายิ่งรู้สึกภาคภูมิใจ”

รัตนา ผัดกันทา หรือ “ป้ารัต” อายุ 50 ปี เล่าว่า ส่วนตัวชื่นชอบงานศิลปะตั้งแต่เด็ก จะมีความสุขมากทุกครั้งที่ได้ทำ สิ่งที่ได้จากการร่วมเวิร์กช็อปคือวิชาความรู้ ซึ่งนำไปทำเป็นอาชีพเสริมได้จริง นอกเหนือจากงานประจำขายล็อตเตอรี่ งานศิลปะยังช่วยทำให้เป็นคนมีสมาธิไม่ฟุ้งซ่าน และช่วยลดความเครียดได้ด้วย
ด.ญ.สุพรรษา วรรณโกษฐ์ “น้องเฟิร์น” อายุ 14 ปี หนูน้อยผู้พิการทางสายตา เข้าร่วมเวิร์กช็อปเป็นครั้งแรก เล่าว่า สนุกมาก อยากทำงานศิลปะแบบนี้บ่อยๆ ส่วนตัวปกติเป็นคนชอบทำงานศิลปะอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าเมื่อได้จับดินสอวาดรูป หรือระบายสี จะทำให้มีความสุข ไม่เครียด บางครั้งนั่งทำงานนานกว่า 2-3 ชั่วโมง ขณะร่วมกิจกรรมนี้ รู้สึกสนุก และมีความสุขมาก จะนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “ศิลปะสัมผัสได้” จะสร้างแรงบันดาลใจ และจุดพลังของเหล่าผู้พิการทางสายตาให้ก้าวข้าม และกลายเป็นศิลปินสร้างสรรค์ผลงานสร้างอาชีพได้ในอนาคต








