ประเทศไทยนับตั้งแต่ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์ พระองค์ท่านทรงตระหนัก และให้ความสำคัญในการปรับปรุงการบริหารแผ่นดิน เพื่อให้สยามประเทศมีความเจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน ต่างๆอย่างหลากหลายมิติ
หนึ่งในมิติของการปฏิรูปการพัฒนาที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาคน และพัฒนาชาติมาจวบจนทุกวันนี้ ได้แก่ เรื่องของการศึกษา ที่พระองค์ทรงตระหนักให้คนในประเทศมีความรู้ ความสามารถ ในการที่ช่วยพัฒนาให้ประเทศชาติ มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานประเทศที่เจริญแล้ว ด้วยการจัดตั้ง กระทรวงธรรมการ มีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับศาสนา การศึกษา การพยาบาล และพิพิธภัณฑ์
ด้วยความสำคัญของการศึกษา ที่พระองค์ท่านทรงมุ่งหวังที่จะยกระดับการพัฒนาคน และประเทศชาตินั้น สอดคล้องกับพระราชดำรัสตอนหนึ่งความว่า “วิชาหนังสือเป็นวิชาที่น่านับถือ และเป็นที่น่าสรรเสริญมาแต่โบราณ เป็นวิชาอย่างประเสริฐซึ่งผู้ยิ่งใหญ่นับแต่พระมหากษัตริย์…” (อ้างอิงจาก ประไพเอกอุ่น, 2542:83-84)
จากวันนั้นถึงวันนี้ การบริหารจัดการศึกษาของประเทศ เปลี่ยนผ่านจากกระทรวงธรรมการมาอยู่ภายใต้ร่มเงาของ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งหากย้อนไปถึงเวลาแห่งการก่อเกิด จากวันนั้นถึงวันนี้ คนไทยทั้งมวลล้วนได้สัมผัสกับการศึกษามาถึง 127 ปี และที่สำคัญจะเห็นได้ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมา การบริหารจัดการศึกษาบ้านเราได้มีการเปลี่ยนแปลงผ่านเข้าสู่กระบวนการของการปฏิรูปในบริบทต่างๆ
การปฏิรูป หรือการเดินหน้าเพื่อการจัดการศึกษาของประเทศในรอบหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีทั้งมิติของความสำเร็จ และความล้มเหลว ผสมผสานกัน สาระสำคัญของความสำเร็จต้องขอบคุณ และชื่นชมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสำหรับการขับเคลื่อน แต่ในทางกลับกันความล้มเหลวที่ส่งผลให้เกิดเป็นปัญหา และ “หลุมดำ” ต่อวงการศึกษาชาติ ไม่ว่าจะมาจากฝีมือ หรือแนวคิดของนักการเมือง ที่เข้ามารับผิดชอบบริหารจัดการงานการศึกษาของกระทรวงฯ หรือข้าราชการ ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นหนึ่งในมิติที่รัฐบาลในปัจจุบัน และอนาคตต้องนำมาถอดบทเรียน หรือเป็นวาระแห่งชาติเพื่อศึกษาวิจัย และสังเคราะห์ในแต่ละประเด็นให้ปรากำเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม หากจะสังเคราะห์ในมิติแห่งปัญหา สำหรับการนำไปสู่การแก้ไขเพื่อให้การศึกษาชาติก้าวผ่านหลุมดำ และเท่าเทียมกับชาติที่เจริญแล้ว วันนี้คงต้องไปศึกษารายละเอียดที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งมี นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้ศึกษา และนำเสนอต่อรัฐบาลไปแล้ว ที่น่าสนใจผลการศึกษานั้นยังไม่สะเด็ดน้ำ มีปัญหาในบางมิติ
ซึ่งประเด็นนี้ สอดคล้องกับการที่ประธาน กอปศ.กล่าวว่า “กรณีรัฐบาลเห็นชอบให้คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … เป็น พ.ร.ก.การศึกษาแห่งชาติ เพื่อเร่งให้ทันภายในรัฐบาลนี้ มีทั้งผู้สนับสนุน และแสดงความเป็นห่วง รวมถึง มีครูคัดค้าน เพราะยังมีข้อบกพร่อง และกระทบโดยตรงต่อบุคลากรทางการศึกษานั้น เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่อยู่ระหว่างปรับเป็น พ.ร.ก.ได้รับฟังความคิดเห็นมาแล้ว แม้กลุ่มครูจะออกมาคัดค้าน กอปศ.คงทำอะไรไม่ได้ เพราะได้เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา รวมทั้ง ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลไปแล้ว สำหรับคิดเห็นที่แตกต่างยินดีรับฟัง” (มิติชน 24 เมษายน 2562 หน้า 21)
แต่ที่น่าสนใจยิ่งสำหรับการปฏิรูปการศึกษาทุกครั้ง ปัญหา หรืออุปสรรคสำคัญที่มีส่วนทำให้เกิดปรากฎการณ์แห่ง “หลุมดำทางการศึกษา” คือ “คน” อันนำมาจากการที่ไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้เสีย ยิ่งเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวด้วยแล้ว จะมีการรวมกลุ่มออกมาคัดค้าน เช่น ในร่างที่เกี่ยวกับครู ซึ่งกรณีนี้ประธาน กอปศ.สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คัดค้านอาจจะไม่เข้าใจร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งให้ความสำคัญ และยกย่องความเป็นครู ไม่ใช่ยกย่องเรื่องการบริหาร ที่ผ่านมาสังคมเปลี่ยนแปลงจาก “ครู” เป็น “ครูใหญ่” มาเป็นผู้อำนวยการ ให้ความสำคัญกับการบริหารสมัยใหม่เช่นเดียวกับสังคมภายนอกที่เน้นการบริหารเงิน บริหารคนโดยไม่ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา
ในกรณีของครู หรือตำแหน่งการบริหารสถานศึกษานั้น วันนี้ในความเป็นจริง ผู้บริหารสถานศึกษาต่างทราบดีว่าตนเองได้ตระหนักในบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาการศึกษาเพื่อนักเรียน หรือเพื่อเกียรติยศทางสังคม รวมทั้ง ผลประโยชน์ของตนเอง ในประเด็นนี้ประธาน กอปศ.กล่าวว่า “ครูใหญ่ไม่ได้เล็กกว่าผู้อำนวยการสถานศึกษา แต่เป็นการกำหนดหน้าที่ของครูให้ต้องทำให้นักเรียนมีความรู้ ความสามารถเป็นคนดีตรงนี้คือวิธีคิด เช่นเดียวกับกรณีใบประกอบวิชาชีพครู จุดสำคัญคือ จิตวิญญาณความเป็นครู ไม่ใช่เห็นครูเป็นเพียงอาชีพหนึ่งเท่านั้น การรับรองความเป็นครูจึงมีระดับที่สูงกว่าเรื่องของใบอนุญาต ที่สำคัญ การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการคืนศรัทธา และยกย่องครูอย่างแท้จริง ไม่ใช่ครูเป็นลูกน้องผู้บริหาร และเป็นการเปลี่ยนจากระบบบริหารไปเป็นผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ใช่ระบบบริหาร” (มติชน, 24 เมษายน 2562 หน้า 21)
การปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน จะสำเร็จได้ จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบ และปัจจัยที่หลากหลาย การถอดบทเรียนจากปรากฎการณ์ในอดีต เพื่อนำมาเป็นต้นทุนแห่งอนาคต จึงเป็นมิติที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ควรจะมองข้าม เหนือสิ่งอื่นใด ครู หรือบุคลากรทางการศึกษาในทุกระดับ ถือได้ว่าเขาเหล่านั้นต่างเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่ายิ่ง และเมื่อเข้ามาสู่ในแวดวงแห่งการพัฒนาคน หรือทุนมนุษย์แล้ว พึงสังวรณ์ในบทบาทหน้าที่ตนเองให้จงหนัก
“ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรจะห่วง หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง ห่วงสิทธิ และห่วงรายได้กันมากเข้าๆ แล้ว จะเอาจิตเอาใจที่ไหนมาห่วงความรู้ ความดี ความเจริญของเด็กความห่วงในสิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ บั่นทอนทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น จะไม่มีอะไรเหลือไว้พอที่ตัวเองจะภาคภูมิใจ หรือผูกใจใครไว้ได้ ความเป็นครูก็จะไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เป็นที่เคารพบูชาอีกต่อไป” (พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร 21 ตุลาคม 2521)
พระราชดำรัสที่ทรงคุณค่านี้จะเป็นหนึ่งในพลังที่สำคัญ เพื่อให้ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จะได้นำไปสู่การขับเคลื่อนการพัฒนา และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ซึ่งจะส่งผลให้สามารถก้าวข้ามหลุมดำแห่งปัญหาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

