หมายเหตุ…จากกรณีที่ นายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) ให้สัมภาษณ์ว่าวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกหลายแห่งจำนวนนักเรียน และนักศึกษาลดลง ส่งผลให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนบางแห่งไม่รับนักเรียน และนักศึกษาในปีนี้ อีกทั้ง มีแนวโน้มว่าจะปิดกิจการอีกหลายแห่ง โดยเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนไปอยู่ภายใต้ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งไม่เหลียวแล และจากการสำรวจพบว่ากว่า 80% อยากกลับไปอยู่ภายใต้สังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ตามเดิม “มติชน” จึงได้สัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องมานำเสนอ

๐นายสุเทพ ชิตยวงษ์
เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
“การรับนักเรียน และนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวะรัฐ และเอกชน เพิ่มขึ้นทุกปี โดยปีการศึกษา 2560 รับนักเรียน และนักศึกษา เข้าเรียนได้ 31% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ปีการศึกษา 2561 เพิ่มเป็น 39.60% และล่าสุดปีการศึกษา 2562 ตั้งเป้าจะรับเข้าเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 45% ปรากฎว่าตัวเลขล่าสุดรับนักเรียน และนักศึกษษเข้าเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 43% เชื่อว่าเมื่อสรุปตัวเลขรับในวันที่ 10 มิถุนายน จะได้ไม่ต่ำกว่า 45% ตามเป้าหมาย
สอศ.พยายามแก้ปัญหาการรับนักเรียน และนักศึกษา ให้ได้ตามนโยบายรัฐบาล โดยให้วิทยาลัยอาชีวะรัฐ และเอกชนในจังหวัดต่างๆ ทำแผนการรับนักเรียน และนักศึกษาร่วมกัน ขณะที่ผมเองได้ให้นโยบายแก่วิทยาลัยอาชีวะตั้งแต่ช่วงต้นปี ว่าทุกแห่งต้องปรับตัว โดยสาขาใดที่ไม่มีคนเรียน และไม่ได้รับความนิยมแล้ว ให้ทยอยปิด และเปิดสอนในสาขาที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียน หรือสาขาที่ตรงกับความต้องการของประเทศ อาทิ บริหารธุรกิจ โลจิสติกส์ โรโบติกส์ เป็นต้น พบว่าหลายแห่งปรับตัว รับนักเรียน และนักศึกษาได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ยอมรับว่ามีบางแห่งที่ไม่ปรับตัว ทำให้มีผู้เข้าเรียนน้อย ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งหลักสูตรไม่ทันสมัย การบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบ โดยผมพยายามเข้าไปช่วยดูแล และพัฒนาอย่างเต็มที่
ผมมีความห่วงใยอาชีวะเอกชนเหมือนไข่ในหิน ไม่เคยทอดทิ้ง พยายามจะดูแล ทั้งในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย โดยเมื่อเร็วๆ คณะอนุกรรมการการจัดการอาชีวศึกษาเอกชน เห็นชอบให้วิทยาลัยเอชนสามารถเปิดสอนระดับปริญญาตรีสายปฏิบัติการได้ แต่หลักสูตรต่างๆ ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาสถาบันอาชีวศึกษา รอเพียงเสนอให้คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) พิจารณา ถือเป็นความก้าวหน้า รวมถึง จะเสนอให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พิจารณาจั้ดตั้งสำนักงานอาชีวศึกษาเอกชนขึ้น จากเดิมที่อาชีวศึกษาเอกชนเป็นเพียงหน่วยงานภายในเท่านั้น
ยืนยันว่าผมให้ความสำคัญกับการพัฒนา ทั้งอาชีวะรัฐ และอาชีวะเอกชน ส่วนที่อาชีวะเอกชนบางแห่งเตรียมปิดกิจการนั้น ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการปรับตัว การบริหารงาน โดย สอศ.พยายามส่งเสริมให้ทุกแห่งพัฒนา เปิดสอนในสาขาที่เป็นความต้องการ ซึ่งมีวิทยาลัยที่ทำ และประสบความสำเร็จ สามารถรับเด็กได้เพิ่มขึ้นหลายแห่ง”

๐นายอนุพงค์ มกรานุรักษ์
ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ
“กลุ่มสถานศึกษาอาชีวะเอกชน ได้หารือในประเด็นที่ต้องการกลับอยู่ภายใต้การกำกับของ สช.มากพอสมควร แต่ในความคิดของผม มองว่าสถานศึกษาอาชีวะเอกชนอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานใดก็ตาม ถ้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยังคงมีแนวคิดเหมือนเดิม คือเน้นสนับสนุนสถานศึกษาภาครัฐมากกว่า ผลออกมาก็ไม่ต่างกัน
ผมมองว่าสถานศึกษาของภาครัฐ สามารถเอาตัวรอดได้ เมื่อสภาพปัจจุบันที่ประชากรลดลง สถานศึกษาภาครัฐต้องเอาตัวรอด คนที่หนีไม่พ้น และถูกปล่อยทิ้งไว้ ต้องเป็นสถานศึกษาเอกชนอยู่แล้ว
การรับนักเรียนในสถานศึกษาอาชีวะเอกชน พบปัญหามากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากแนวทางการรับนักเรียนของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายให้โรงเรียนรับนักเรียนที่จบระดับชั้น ม.3 โรงเรียนเดิม ทุกคนเข้าเรียนต่อในระดับชั้น ม.4 ทำให้เกิดผลกระทบหนักกับสถานศึกษาอาชีวะเอกชนอย่างมาก และในอนาคตปัญหานี้จะหนักขึ้นไปเรื่อยๆ
นอกจากนี้ สถานศึกษาอาชีวะรัฐไม่ทำตามนโยบายการรับนักเรียน ที่ได้กำหนดไว้ว่า ในสาขาวิชาที่ตรงกันกับสถานศึกษาอาชีวะเอกชนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะไม่เพิ่มจำนวนการรับ แต่สถานศึกษาอาชีวะรัฐกลับเปิดรับนักเรียนเพิ่มในสาขาที่ซ้ำซ้อนกับสถานศึกษาอาชีวะเอกชน
มองว่าสถานศึกษาอาชีวะรัฐควรที่จะรับนักเรียนตามศักยภาพที่สร้างความสำเร็จให้กับผู้เรียนได้ เช่น ถ้าสถานศึกษาอาชีวะของรัฐมีนักเรียนที่จบการศึกษาได้ปีละ 1,000 คน ผมมองว่าจำนวนการรับนักเรียนไม่ควรเกินจำนวนนักเรียนที่จบได้ในแต่ละปี หรือไม่เกิน 15-20% แต่ทุกวันนี้ที่ผมเห็นคือ รับนักเรียน 1,000 คนต่อปี แต่จบ 500 คนต่อปี เป็นต้น
ผมมองในแง่การสร้างคุณภาพให้คนในสังคม ถ้าสถานศึกษาใดที่มีศักยภาพสร้างนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาได้จำนวนเท่าใด ก็รับนักเรียนตามศักยภาพที่มีอยู่ เมื่อรับนักเรียนตามศักยภาพที่มีอยู่ ก็มีเวลาดูแลนักเรียนได้ทั่วถึง ทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จได้มากขึ้น และนักเรียนเองมีทางเลือกสามารถหาสถานศึกษาอื่นๆ ได้ ผมไม่ขอให้เปลี่ยนมากมาย แต่ขอให้มองถึงคุณภาพของคนที่จะถูกปล่อยสู่สังคม
นอกจากปัญหาการรับนักเรียนแล้ว สถานศึกษาอาชีวะเอกชนพบปัญหาการเงิน การช่วยเหลือของภาครัฐที่ล่าช้าไปหมด เงินอุดหนุนเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ที่ควรจะได้ตั้งแต่เดือนเมษายน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับ สถานศึกษาอาชีวะเอกชนต้องหาเงินมาหมุนเพื่อใช้จ่าย บางแห่งเปิดเทอมแล้ว ต้องหาเงินมาจ่ายค่าหนังสือเพื่อแจกให้นักเรียน ถ้ามานั่งรองบประมาณ การดำเนินการต่างๆ คงจะล่าช้ามากขึ้น และเท่าที่พูดคุยกัน มีสถานศึกษาอาชีวะเอกชนที่อาจจะมีโอกาสปิดตัวมากกว่า 10 แห่ง โดยเฉพาะสถานศึกษาอาชีวะเอกชนในต่างจังหวัด”

๐นายภาวิช ทองโรจน์
อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)
“ในความคิดผม สถานศึกษาอาชีวะเอกชนควรอยู่รวมกับ สอศ.เพื่อให้การบริหารงานอยู่ภายใต้ภารกิจ และเป้าหมายเดียวกัน ไม่ควรแยกออกจากกัน หรือกลับไปอยู่ภายใต้การกำกับของ สช.อีก การที่มีคำสั่งตามมาตรา 44 เรื่องคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 8/2559 เรื่องการบริหารจัดการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐ และภาคเอกชนขึ้นมา เพราะมีความต้องการให้สถานศึกษาอาชีวะรัฐ และสถานศึกษาอาชีวะเอกชน บริหารจัดการในรูปแบบเดียวกัน
อยากให้สถานศึกษาอาชีวะเอกชน และ สอศ.พูดคุย ปรับความคิด และการดำเนินงานร่วมกันใหม่ โดยยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นที่ตั้ง หากอ้างเรื่องได้รับงบประมาณล่าช้า หรือรับนักเรียนได้น้อยลง คนอาจจะมองว่าเห็นผลประโยชน์ของสถานศึกษามากกว่าผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน”

