‘สมคิด’ จี้อธิการบดีหาพาร์ตเนอร์ร่วมทุน ขู่ให้งบเฉพาะสร้าง ‘คน-วิจัย’ พัฒนา ปท.(คลิป)

15.05.19 | 16:24 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการ อว.กล่าวภายหลังการหารือเรื่องการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อพัฒนากำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี โดยมี นพ.อุดม คชินทร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ., นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัด อว., ผู้บริหาร อว.และมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้าร่วม ว่า ไม่คาดคิดว่าจะมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ อว.แต่จะใช้เวลาเท่าที่มีทำในสิ่งที่อยากทำ คือสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อกำลังคนในเขตพิเศษภาคตะวันออก เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ ตนเคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภา ทำให้รู้ปัญหาอุดมศึกษา ทั้งปัญหางานวิจัย และปัญหาต่างๆ แต่จากนี้ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้งานเดินหน้า และขับเคลื่อนไปอย่างลุล่วง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเวลาน้อย อะไรที่ทำกันได้ เช่น เปิดงาน เปิดตึก ให้ทำกันไป ส่วนงานไหนไม่สามารถตกลงกันได้ เป็นงานเร่งด่วน หรือมีข้อติดขัด ให้เสนอปลัด อว.และหารือกับตน

“ผมเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 17 ปี ทนไม่ไหว เลยลาออก ไม่คิดว่าออกมาแล้วจะลำบากขนาดนี้ ดังนั้น คนที่เป็นอาจารย์ต้องภูมิใจ ผมไม่ได้มาบอก หรือบังคับให้ต้องทำ แต่อยากบอกว่าเรื่องการผลิตคนสำคัญ โดยได้ขอให้คนที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนพัฒนาประเทศเข้ามาร่วมฟัง ไทยกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง นโยบาย 4.0 เป็นแค่ชื่อ 4.0 เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ทำไมประเทศยิ่งพัฒนา คนจนยิ่งมาก ทำไมไทยสู้เวียดนามไม่ได้ จีดีพีไม่โต เพราะสินค้ายังผลิตเพื่อส่งออก มีนักลงทุนต่างประเทศมาผลิต ตลาดในประเทศอำนาจซื้อน้อย ทำอย่างนี้มา 30 ปี กระทั่งเศรษฐกิจในประเทศเหมือนเป็นโปลิโอ เมื่อเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ไทยยิ่งแย่ ประเด็นถัดมา ทำไมการลงทุนเรื่องเทคโนโลยีซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการเก็บข้อมูล หรือจัดทำบิ๊กดาต้า หากถามกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งใหญ่โตมาก ว่าเคยเก็บข้อมูลเด็ก และครูหรือไม่ว่าแต่ละคนมีคุณลักษณะอย่างไร ข้อมูลนโยบายการศึกษาว่าจะมีผลอย่างไร ต่างประเทศมีข้อมูลเหล่านี้ แต่ไทยไม่มี หรือมีแต่ไม่เคยนำมาใช้ประโยชน์ การมีบิ๊กดาต้าเหมือนคนมีอำนาจ แต่ของไทยเหมือนกลัวใครจะมามีอำนาจ กุมไว้ ปิดบังไว้ กลัวคนรู้” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิดกล่าวต่อว่า เด็กรุ่นใหม่ ไม่เหมือนรุ่นเก่า การเป็นครูอาจารย์ไม่ง่าย เพราะเรียนรู้ได้จากเทคโนโลยี ถ้ายังงมอยู่กับสิ่งเก่าๆ คงไม่ได้ มหาวิทยาลัยก็เช่นกัน ต้องปรับตัว อนาคตไม่ได้ต้องการคนที่มีปริญญา แต่ต้องการคนที่ทำงานได้ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฎ (มรภ.) ต้องเน้นเรื่องอุตสาหกรรมการเกษตร บริการ และการท่องเที่ยว ให้หลากหลาย ไม่ต้องสอนหลักสูตรบริหารแข่งกันคนอื่น ทำในสิ่งที่ควรทำ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนแปลง ต้องช่วยกัน

“จากนี้ มหาวิทยาลัยอย่าคิดว่าอยากสอนอะไรก็สอนได้ สำนักงบประมาณกำหนดแล้วว่าจะเน้นสอนอะไรบ้าง ที่ไม่มีใครตกงาน ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่จะไปตัดสาขาด้านสังคมศาสตร์ แต่หนักเบาขึ้นอยู่กับปริมาณ ถ้าใครออกนอกกรอบจากนี้ งบก็อาจจะไม่ได้ งานวิจัยก็ต้องทำเพื่อพัฒนาประเทศ ไม่ใช่พัฒนาตัวเอง ดังนั้น เป็นนโยบายเลยว่างบจะเดินตามนี้ ประเภทของบสร้างตึก อย่าหวัง ให้มหาวิทยาลัยลงทุนเพื่อสร้างคนที่ต้องการ โดยจะใช้หลักเกณฑ์การลงทุน หรือบีโอไอ เป็นหางเสือ และอย่ากีดกันต่างประเทศมาลงทุน จากนี้ไปอธิการบดีจะต้องหาพาร์ทสเนอร์มาร่วมลงทุน พัฒนามหาวิทยาลัยให้มากขึ้น อนาคตอย่าหวังงบ แต่ต้องสร้างรายได้เอง โมเดลใหม่คือเราต้องมีทักษะ เอกชนมีความสำคัญ เปิดโอกาสให้เอกชนตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นมา เพื่อผลิตคนตามความต้องการ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และรัฐบาลต้องไปด้วยกัน” นายสมคิด กล่าว

Advertisement

ด้าน นพ.อุดม กล่าวว่า ตนเริ่มโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ไว้ตั้งแต่ปี 2561 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ทำโครงการนี้ให้สำเร็จ สิ่งที่อยากเสนอไม่ใช่แค่สร้างบัณฑิต แต่รวมถึงอาชีวศึกษา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 หากดูภาพใหญ่ แนวโน้วของโลกปรับตัวสู่การสร้างนวัตกรรม สร้างองค์ความรู้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับการแข่งขัน ทั้งนี้ จากข้อมูลของธนาคารโลกปี 2030 แรงงานจะถูกแทนด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ โดยไทยถูกแทนด้วยเอไอถึง 72% แต่เวลานี้คิดว่าคงมาเร็วกว่าปี 2030 ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว อาชีพบางอย่างจะหายไป ปแต่ไทยทำงานกันช้ามาก โดยในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก จะเน้น 3 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ คือการจัดทำข้อมูลที่ต้องนำมาใช้ประโยชน์ได้ในทุกมิติ คนจะต้องมีทักษะ และสมรรถะที่เหมาะสม รวมถึง มีทักษะในการใช้ชีวิต ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว” นพ.อุดม กล่าว

นพ.อุดมกล่าวต่อว่า ขณะนี้ตลาดแรงงานมีความต้องการที่เปลี่ยนไป แต่สถาบันการศึกษาผลิตคนไม่ตอบโจทย์การศึกษาชาติ ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน บัณฑิตอาชีวะมีทักษะที่ไม่ตรงตามความต้องการ คุณภาพไม่ดี สถาบันอุดมศึกษาไม่ตอบโจทย์ประเทศ และไม่ตอบโจทย์โลก ประเทศไทยติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โครงการนี้จะเป็นหัวหอกในการยกระดับประเทศ ให้หลุดจากประเทศปานกลาง ซึ่งประชาชนต้องมีรายได้ต่อเดือน 3.2 หมื่นบาท แต่ขณะนี้รายได้อยู่ที่ 1 หมื่นกว่าบาทเท่านั้น ที่ไม่สำเร็จเพราะสถาบันอุดมศึกษาไม่ผลิตกำลังคนให้ตอบโจทย์ประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลมีความชัดเจนว่าต้องการให้สถาบันการศึกษาจะต้องเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยให้อุดมศึกษาเป็นหัวขบวนสำคัญ ผลิตงานวิจัย สร้างองค์ความรู้ ต่อยอดเป็นนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี

“ไทยตั้งเป้าจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 แต่ชาตินี้คงเป็นไม่ได้ ถ้าการศึกษาไม่เป็น 4.0 ด้วย สิ่งที่อยากย้ำคือ เราต้องคิดใหญ่ รัฐบาลตั้งเป้าว่า อว.ต้องพัฒนาคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ยกระดับงานวิจัย สร้างนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมให้ได้ ขณะนี้การแข่งขันสูง ไม่แข่งไม่ได้ ลาว หรือเขมร จะชนะไทย ผมรับไม่ได้ อาวุธที่ดีที่สุดคือคุณภาพ มีความรู้ให้ทันศตวรรษที่ 21 มีสมรรถนะ ใฝ่รู้ คิดวิเคราะห์เป็น” นพ.อุดม กล่าว